เพื่อนๆ สาวๆ ที่น่ารักของฉันคะ เคยไหมคะที่อยู่ดีๆ ก็รู้สึกหงุดหงิดกับทุกสิ่งรอบตัว ทั้งที่เมื่อกี้ยังอารมณ์ดีอยู่เลย หรือบางทีก็ร้องไห้ออกมาง่ายๆ โดยไม่มีเหตุผลชัดเจน พอใกล้จะถึงวันนั้นของเดือนทีไร ร่างกายก็ปั่นป่วนไปหมด ทั้งปวดท้อง ท้องอืด สิวบุก แถมยังอยากกินของหวานแบบสุดๆ อีกด้วย!
ฉันเองก็เคยผ่านประสบการณ์แบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วนค่ะ เข้าใจดีเลยว่ามันไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลยนะ บางครั้งถึงกับรู้สึกว่าชีวิตประจำวันถูกรบกวนจนไม่อยากทำอะไรเลยหลายคนอาจจะเคยคิดว่า ‘ก็แค่เรื่องปกติของผู้หญิง’ แต่จริงๆ แล้วอาการเหล่านี้แหละค่ะที่เราเรียกว่า ‘PMS’ หรือ ‘กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน’ ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งร่างกายและจิตใจของเรามากกว่าที่คิดเยอะเลยค่ะ ยิ่งในยุคปัจจุบันที่ผู้หญิงเราต้องแบกรับบทบาทมากมาย ทั้งเรื่องงาน การเรียน และการดูแลครอบครัว การจัดการกับ PMS จึงกลายเป็นเรื่องสำคัญที่ละเลยไม่ได้เลยนะคะ โชคดีที่ตอนนี้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลตัวเองในช่วง PMS มีมากขึ้น ทำให้เราสามารถรับมือกับมันได้อย่างชาญฉลาด ไม่ต้องทนทรมานอยู่ฝ่ายเดียวอีกต่อไปแล้วในบทความนี้ ฉันจะพาทุกคนไปเจาะลึกถึงสาเหตุ อาการต่างๆ ของ PMS ที่เราอาจไม่เคยรู้มาก่อน และที่สำคัญที่สุดคือ เคล็ดลับและวิธีบรรเทาอาการที่ฉันได้ลองมาด้วยตัวเองแล้วว่าได้ผลจริง รวมถึงวิธีการดูแลตัวเองแบบองค์รวม เพื่อให้เราทุกคนสามารถใช้ชีวิตในทุกๆ วันได้อย่างมีความสุขและเต็มที่ แม้ในวันนั้นของเดือนก็ตามค่ะ เรามาหาคำตอบและเตรียมรับมือไปพร้อมกันในบทความนี้ได้เลยค่ะ!
เปิดกล่องความลับ: ทำไม PMS ถึงวนเวียนมากวนใจสาวๆ?

ฮอร์โมนตัวแสบ: ต้นตอความปั่นป่วน
เพื่อนๆ รู้ไหมคะว่าเบื้องหลังอาการปวดท้อง ท้องอืด หรืออารมณ์แปรปรวนของเราในช่วงก่อนมีประจำเดือนเนี่ย ส่วนใหญ่แล้วมีเจ้าฮอร์โมนเป็นตัวการสำคัญเลยค่ะ โดยเฉพาะฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนที่ขึ้นๆ ลงๆ อย่างหนักหน่วงในช่วงครึ่งหลังของรอบเดือน ก่อนที่ประจำเดือนจะมานั่นแหละค่ะ พอฮอร์โมนสองตัวนี้มันไม่สมดุลกัน ร่างกายเราก็เหมือนโดนปั่นป่วนไปหมดเลยทีเดียว ฉันเคยอ่านเจอมาว่า บางทีระดับสารสื่อประสาทในสมองอย่างเซโรโทนินก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยนะคะ พอเจ้าเซโรโทนินที่ช่วยให้เราอารมณ์ดีลดลง ก็เลยทำให้เรารู้สึกหงุดหงิด ซึมเศร้า หรือวิตกกังวลได้ง่ายขึ้นนั่นเองค่ะ มันไม่ใช่แค่เรื่องคิดไปเองนะ แต่มันมีกลไกทางร่างกายที่ซับซ้อนกว่าที่เราคิดเยอะเลยจริงๆ พอได้รู้แบบนี้แล้ว ฉันก็รู้สึกเข้าใจตัวเองมากขึ้นเยอะเลยค่ะว่าทำไมบางทีถึงได้อารมณ์ดาวน์ง่ายๆ โดยไม่มีปี่มีขลุ่ย เหมือนมีใครมาเปิดสวิตช์ความเศร้าในตัวเราเลยแหละ
ปัจจัยอื่นๆ ที่เข้ามาเสริมทัพความหงุดหงิด
นอกจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกหลายอย่างเลยนะคะที่เข้ามาผสมโรง ทำให้ PMS ของเราหนักขึ้นได้อีก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเครียดสะสมจากการทำงานหนัก การเรียน หรือแม้แต่เรื่องความสัมพันธ์ ลองสังเกตดูสิคะว่าช่วงไหนที่เราเครียดๆ อาการ PMS ก็มักจะหนักกว่าปกติใช่ไหมล่ะคะ ส่วนเรื่องอาหารการกินก็มีส่วนไม่น้อยเลยค่ะ โดยเฉพาะการบริโภคคาเฟอีน แอลกอฮอล์ หรืออาหารที่มีน้ำตาลสูงมากๆ ก็สามารถกระตุ้นให้อาการต่างๆ แย่ลงได้อีก ฉันเองก็เคยสังเกตตัวเองว่าช่วงไหนที่ทำงานหนักจนนอนน้อยๆ แล้วก็ชอบกินกาแฟเยอะๆ พอถึงช่วงก่อนประจำเดือนมาทีไร อาการปวดท้องมันก็จะจี๊ดจ๊าดกว่าปกติเลยค่ะ แถมยังรู้สึกอ่อนเพลียมากกว่าเดิมอีกด้วย บางทีก็หิวของหวานแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเลยนะ เหมือนร่างกายเรียกร้องพลังงานด่วนๆ เลยค่ะ แถมการออกกำลังกายน้อยไป หรือมีปัญหาสุขภาพอื่นๆ ร่วมด้วย ก็ยิ่งทำให้อาการเหล่านี้รุนแรงขึ้นได้อีกค่ะ
เมื่ออารมณ์ขึ้นลงเหมือนรถไฟเหาะ: รับมือกับพายุอารมณ์ช่วง PMS
ฝึกสติและการหายใจ: สูดลมหายใจลึกๆ แล้วปล่อยวาง
เคยไหมคะที่อยู่ดีๆ ก็รู้สึกอยากร้องไห้ขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล หรือบางทีก็หงุดหงิดง่ายๆ กับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ จนคนรอบข้างต้องตั้งคำถามว่า “เธอเป็นอะไรไป?” นั่นแหละค่ะคือสัญญาณของพายุอารมณ์ในช่วง PMS ที่ฉันเจอมาบ่อยมากจนรู้สึกเหนื่อยเลยทีเดียว วิธีที่ฉันลองแล้วได้ผลดีมากๆ เลยก็คือการฝึกสติและการหายใจค่ะ ไม่ต้องไปเข้าคอร์สแพงๆ อะไรเลยนะ แค่ลองหาเวลาเงียบๆ สัก 5-10 นาทีในแต่ละวัน นั่งสบายๆ หลับตาลง แล้วโฟกัสกับการหายใจเข้าออกช้าๆ ลึกๆ ลองหายใจเข้าทางจมูกช้าๆ จนท้องป่อง แล้วค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกทางปากช้าๆ จนท้องแฟบ ทำซ้ำๆ แบบนี้ไปเรื่อยๆ สักพักค่ะ ฉันรู้สึกว่ามันช่วยให้จิตใจเราสงบลงได้เยอะเลย เหมือนได้กดปุ่มรีเซ็ตอารมณ์ตัวเองเลยค่ะ พอได้หายใจลึกๆ สติก็กลับมา ทำให้เราไม่วู่วามไปกับอารมณ์ชั่ววูบได้ง่ายๆ การฝึกแบบนี้เป็นประจำจะช่วยให้เรามีภูมิคุ้มกันทางอารมณ์ที่ดีขึ้นด้วยนะ ฉันสังเกตว่าช่วงไหนที่ฉันทำเป็นประจำ อาการหงุดหงิดหรืออารมณ์ดิ่งก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ
สร้างกิจกรรมคลายเครียด: หา “เซฟโซน” ทางใจของตัวเอง
นอกจากการหายใจแล้ว การหา “เซฟโซน” ทางใจให้กับตัวเองก็เป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ อะไรก็ได้ที่ทำแล้วเรามีความสุข รู้สึกผ่อนคลาย ไม่ต้องคิดอะไรมากนั่นแหละค่ะ สำหรับฉันแล้ว การอ่านหนังสือเล่มโปรด การฟังเพลงเบาๆ หรือการดูซีรีส์สนุกๆ ที่ไม่ต้องคิดเยอะๆ ก็ช่วยได้เยอะเลยค่ะ บางทีการได้วาดรูปเล่น หรือทำอะไรที่ต้องใช้สมาธิมากๆ ก็ช่วยให้เราหลุดออกจากวงจรความคิดวนเวียนได้นะ หรือถ้าใครชอบอยู่กับธรรมชาติ การเดินเล่นในสวนสาธารณะ สูดอากาศบริสุทธิ์ ก็เป็นอีกวิธีที่ยอดเยี่ยมมากๆ เลยค่ะ ลองหากิจกรรมที่เพื่อนๆ ชอบดูนะคะ อาจจะเป็นการชงชาดื่มอุ่นๆ นั่งดูวิวข้างนอก หรือแม้แต่การอาบน้ำอุ่นๆ แช่ตัวในอ่าง ก็ช่วยให้ร่างกายและจิตใจได้ผ่อนคลายอย่างเต็มที่ เหมือนได้ชาร์จแบตให้ตัวเองเลยค่ะ การมีกิจกรรมที่เราชอบและตั้งใจทำมันอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้เรามีที่ระบายความเครียดและหลีกหนีจากความปั่นป่วนทางอารมณ์ในช่วง PMS ได้ดีมากๆ เลยค่ะ
กินอะไรดีนะ? อาหารช่วยเยียวยา PMS ที่ฉันลองแล้ว
เติมพลังด้วยวิตามินและแร่ธาตุ: อาหารคือยาดีที่สุด
เพื่อนๆ รู้ไหมคะว่าสิ่งที่เรากินเข้าไปนั้นส่งผลต่ออาการ PMS ของเราได้มากกว่าที่คิดอีกนะ! ฉันเคยคิดว่าแค่กินให้อิ่มก็พอ แต่พอเริ่มศึกษาเรื่องอาหารการกินอย่างจริงจัง ก็พบว่ามีอาหารหลายอย่างเลยค่ะที่เหมือนเป็นยาชั้นดี ช่วยบรรเทาอาการ PMS ได้อย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ เช่น แมกนีเซียม วิตามินบี 6 และแคลเซียม ตัวอย่างเช่น แมกนีเซียมเนี่ย มีอยู่ในผักใบเขียวเข้ม ถั่วเมล็ดพืชต่างๆ และดาร์กช็อกโกแลต ช่วยลดอาการปวดท้อง ตะคริว และช่วยให้นอนหลับดีขึ้นด้วยนะคะ ส่วนวิตามินบี 6 ที่พบในเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ปลาแซลมอน และกล้วย ก็มีส่วนช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนและลดอาการอารมณ์แปรปรวนได้ดีมากๆ เลยค่ะ และที่ขาดไม่ได้เลยคือแคลเซียม ซึ่งมีมากในนม โยเกิร์ต และผักใบเขียว ก็ช่วยลดอาการปวดท้องและหงุดหงิดได้เช่นกันค่ะ ฉันพยายามกินอาหารเหล่านี้ให้มากขึ้นในช่วงก่อนมีประจำเดือน และรู้สึกได้เลยว่าร่างกายมันตอบสนองดีขึ้นจริงๆ ค่ะ อาการปวดก็ลดลง อารมณ์ก็ไม่ค่อยเหวี่ยงเหมือนเมื่อก่อนแล้ว
หลีกเลี่ยงของต้องห้าม: ยิ่งเลี่ยงได้ ยิ่งสบายตัว
นอกจากจะเพิ่มอาหารที่มีประโยชน์แล้ว สิ่งสำคัญไม่แพ้กันเลยก็คือการหลีกเลี่ยง “ของต้องห้าม” บางอย่างในช่วง PMS ค่ะ ฉันสังเกตตัวเองว่าช่วงไหนที่กินอาหารพวกนี้เยอะๆ อาการก็จะกำเริบหนักเลยค่ะ อย่างแรกเลยคือ “น้ำตาล” ค่ะ ทั้งขนมหวาน น้ำอัดลม หรือแม้แต่ผลไม้ที่มีรสหวานจัดๆ พอเรากินเข้าไปเยอะๆ มันจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้นแล้วก็ดิ่งลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เราหงุดหงิดง่ายและอ่อนเพลียได้ค่ะ ต่อมาคือ “คาเฟอีน” ในกาแฟ ชา หรือเครื่องดื่มชูกำลัง บางคนอาจจะคิดว่าช่วยให้สดชื่น แต่จริงๆ แล้วมันกระตุ้นให้เราวิตกกังวลและนอนไม่หลับได้ง่ายขึ้นในช่วงนี้ค่ะ และสุดท้ายคือ “แอลกอฮอล์” และ “อาหารเค็มจัด” ค่ะ แอลกอฮอล์จะไปรบกวนการนอนหลับและทำให้ฮอร์โมนไม่สมดุล ส่วนอาหารเค็มจัดๆ ก็ทำให้ตัวบวม ท้องอืดหนักขึ้นไปอีกค่ะ ฉันลองลดพวกนี้ลงในช่วงก่อนประจำเดือนมา ก็รู้สึกว่าร่างกายเบาสบายขึ้นเยอะเลยค่ะ ไม่ค่อยมีอาการบวมน้ำแล้วก็ปวดท้องน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดเลยจริงๆ เหมือนได้คืนความสมดุลให้ร่างกายตัวเองเลยค่ะ
ตารางสรุป: อาหารที่ควรเลือกและควรเลี่ยงช่วง PMS
| ประเภทอาหาร | สิ่งที่ควรเน้น | สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง |
|---|---|---|
| ผักและผลไม้ | ผักใบเขียวเข้ม (คะน้า, บรอกโคลี), กล้วย, ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่, อะโวคาโด | ผลไม้ที่มีน้ำตาลสูงมากเกินไป เช่น ทุเรียน, ลำไย |
| โปรตีน | ปลาแซลมอน, อกไก่, ไข่, เต้าหู้, ถั่วต่างๆ | เนื้อแดงแปรรูป, ไส้กรอก, อาหารที่มีไขมันสูง |
| คาร์โบไฮเดรต | ข้าวกล้อง, ขนมปังโฮลวีท, ข้าวโอ๊ต | ขนมปังขาว, ข้าวขัดขาว, ขนมหวานต่างๆ |
| เครื่องดื่ม | น้ำเปล่าสะอาด, ชาสมุนไพร (คาโมมายล์) | กาแฟ, ชาเข้มข้น, น้ำอัดลม, แอลกอฮอล์ |
| อื่นๆ | ดาร์กช็อกโกแลต (ปริมาณน้อย), ถั่วและเมล็ดพืช | อาหารเค็มจัด, ขนมขบเคี้ยวแปรรูป |
เคล็ดลับดูแลร่างกายแบบองค์รวม: กายดี ใจก็ดีตาม
ออกกำลังกายเบาๆ: เพิ่มความสุขให้ร่างกาย
ฟังดูเหมือนยากใช่ไหมคะกับการลุกขึ้นมาออกกำลังกายตอนที่เรากำลังเจอกับอาการ PMS แต่จริงๆ แล้ว การออกกำลังกายเบาๆ เนี่ยแหละค่ะคือตัวช่วยชั้นดีที่จะทำให้ร่างกายเราหลั่งสารแห่งความสุขที่เรียกว่า “เอนดอร์ฟิน” ออกมา ช่วยลดอาการปวดและปรับอารมณ์ให้ดีขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยนะ ไม่ต้องถึงกับไปวิ่งมาราธอน หรือเข้ายิมแบบหนักๆ หรอกค่ะ แค่ได้เดินเล่นในสวนสาธารณะสักครึ่งชั่วโมง โยคะเบาๆ ที่บ้าน หรือปั่นจักรยานชิลล์ๆ รอบหมู่บ้าน ก็เพียงพอแล้วค่ะ ฉันเองก็เป็นคนที่ไม่ชอบออกกำลังกายหนักๆ ค่ะ แต่พอได้ลองเดินเร็วๆ ในช่วงเย็นๆ หรือเต้นตามคลิปวิดีโอสนุกๆ ในยูทูบสัก 20-30 นาที ก็รู้สึกได้เลยว่าร่างกายมันสดชื่นขึ้นเยอะเลยค่ะ แถมอาการปวดเมื่อยหรือท้องอืดก็ดูเหมือนจะทุเลาลงไปด้วยนะ ยิ่งเราขยับตัวมากเท่าไหร่ ร่างกายเราก็ยิ่งกระปรี้กระเปร่ามากขึ้นเท่านั้น เหมือนได้ปลุกพลังงานดีๆ ให้กลับคืนมาเลยค่ะ
นอนหลับให้เพียงพอ: พักผ่อนคือการรักษาที่ดีที่สุด
บอกเลยว่าเรื่องการนอนหลับเนี่ยสำคัญมากๆ เลยค่ะ โดยเฉพาะในช่วง PMS เพราะถ้าเรานอนไม่พอ ร่างกายจะอ่อนเพลีย ฮอร์โมนก็จะยิ่งปั่นป่วน ทำให้อาการต่างๆ แย่ลงไปอีกค่ะ ฉันเองก็เคยติดนิสัยนอนดึก ดูซีรีส์จนเช้า พอถึงช่วงก่อนประจำเดือนมาทีไรก็รู้สึกเหนื่อยเป็นพิเศษ ปวดหัวง่ายกว่าปกติ อารมณ์ก็หงุดหงิดง่ายขึ้นด้วยค่ะ หลังจากนั้นฉันก็เลยพยายามปรับเวลานอนใหม่ เข้านอนให้เร็วขึ้น ให้ได้นอนอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อคืนค่ะ เคล็ดลับของฉันคือ พยายามสร้างบรรยากาศห้องนอนให้น่านอนที่สุดค่ะ ปิดไฟให้มืดสนิท ปรับอุณหภูมิให้เย็นสบาย อาจจะเปิดเพลงบรรเลงเบาๆ หรือจุดเทียนหอมอโรมาผ่อนคลายก็ได้ค่ะ การได้นอนหลับเต็มอิ่มนี่แหละค่ะคือการเยียวยาที่ดีที่สุด เหมือนได้ชาร์จแบตให้ร่างกายและจิตใจได้ฟื้นฟูอย่างเต็มที่ พอตื่นเช้ามาก็จะรู้สึกสดชื่น มีแรงทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องมานั่งเพลียๆ อารมณ์เสียตลอดวันอีกแล้วค่ะ
ฮีโร่ตัวจิ๋ว: อาหารเสริมช่วยบรรเทาอาการ PMS

แมกนีเซียมและวิตามินบี 6: คู่หูดูโอ้ปรับสมดุล
บางทีแม้เราจะพยายามกินอาหารที่มีประโยชน์มากแค่ไหน แต่ก็อาจจะไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในช่วง PMS ได้นะคะ เพราะช่วงนี้ร่างกายเราจะใช้สารอาหารบางชนิดมากกว่าปกติค่ะ ฉันเลยลองหาข้อมูลเกี่ยวกับอาหารเสริมที่ช่วยได้ และพบว่า “แมกนีเซียม” และ “วิตามินบี 6” เป็นเหมือนฮีโร่ตัวจิ๋วที่เข้ามาช่วยได้ดีมากๆ เลยค่ะ แมกนีเซียมเนี่ยจะช่วยคลายกล้ามเนื้อ ลดอาการปวดเกร็งบริเวณท้องและหลังได้ดีมากๆ แถมยังช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้นด้วยนะคะ ส่วนวิตามินบี 6 ก็เป็นอีกตัวที่สำคัญ เพราะมันช่วยในการสร้างสารสื่อประสาทในสมอง ทำให้เราอารมณ์ดีขึ้น ไม่หงุดหงิดง่ายๆ ค่ะ ฉันเองก็ลองทานเสริมในช่วงก่อนมีประจำเดือนมาประมาณ 1 สัปดาห์ และรู้สึกได้เลยว่าอาการปวดท้องลดลงไปเยอะมาก อารมณ์ก็ไม่ค่อยแปรปรวนเหมือนเมื่อก่อนแล้วค่ะ แต่อย่าลืมปรึกษาคุณหมอหรือเภสัชกรก่อนทานอาหารเสริมนะคะ เพื่อความปลอดภัยและปริมาณที่เหมาะสมกับร่างกายของเราค่ะ
น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส (EPO): ตัวช่วยผิวสวย อารมณ์ดี
อีกหนึ่งอาหารเสริมที่หลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อ และฉันเองก็ได้ลองมาแล้ว นั่นก็คือ “น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส” หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า EPO ค่ะ เจ้าตัวนี้เค้าดังมากในเรื่องของการปรับสมดุลฮอร์โมนเพศหญิง เพราะมีกรดไขมันแกมมาไลโนเลนิก (GLA) ซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ช่วยลดอาการเจ็บเต้านม อาการบวมน้ำ และยังช่วยให้ผิวพรรณของเราไม่แห้งกร้านในช่วง PMS อีกด้วยค่ะ ฉันเองก็เคยมีอาการเจ็บหน้าอกมากๆ จนบางทีแค่โดนเสื้อผ้าก็เจ็บแล้วค่ะ พอได้ลองทาน EPO ไปสักพักก็รู้สึกว่าอาการเจ็บหน้าอกลดลงไปเยอะเลยค่ะ แถมผิวก็ดูเนียนนุ่มขึ้นด้วยนะ เหมือนได้ประโยชน์สองต่อเลยค่ะ แต่เช่นเคยนะคะ อาหารเสริมเหล่านี้เป็นเพียงตัวช่วยเสริมเท่านั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการดูแลตัวเองจากภายในสู่ภายนอกด้วยการกินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอนั่นเองค่ะ
เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส: สร้าง PMS Diary บันทึกเรื่องราวของเรา
บันทึกอาการ: เข้าใจร่างกายตัวเองมากขึ้น
บางทีเราก็รู้สึกว่าอาการ PMS ของเราแต่ละเดือนไม่เหมือนกันใช่ไหมคะ เดือนนี้ปวดท้อง เดือนหน้าปวดหัว เดือนถัดไปหงุดหงิดง่าย ฉันเลยคิดว่าการทำ “PMS Diary” หรือไดอารี่บันทึกอาการ PMS เนี่ย เป็นวิธีที่เจ๋งมากๆ เลยค่ะ มันช่วยให้เราได้สังเกตและทำความเข้าใจร่างกายตัวเองได้ดีขึ้นว่าในแต่ละช่วงของรอบเดือน ร่างกายเรามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง ลองบันทึกอาการที่เราเจอในแต่ละวันลงไป ไม่ว่าจะเป็นอาการทางกาย เช่น ปวดท้อง เจ็บหน้าอก สิวขึ้น ท้องอืด หรืออาการทางอารมณ์ เช่น หงุดหงิดง่าย ซึมเศร้า วิตกกังวล อยากอาหารเป็นพิเศษ แล้วก็บันทึกวันที่ที่ประจำเดือนมาและหมดไปด้วยค่ะ การบันทึกแบบนี้จะทำให้เราเห็นแพทเทิร์นของอาการ PMS ของตัวเองได้ชัดเจนขึ้น พอเรารู้ว่าเดือนนี้เราน่าจะเจออาการอะไรบ้าง เราก็จะเตรียมรับมือได้ถูกทาง เหมือนมีคู่มือส่วนตัวเลยค่ะ ทำให้เราไม่รู้สึกกังวลมากเกินไปเวลาเจออาการเหล่านั้นอีกต่อไป
เป็นประโยชน์ในการปรึกษาแพทย์: ข้อมูลสำคัญเพื่อการรักษา
นอกจากจะช่วยให้เราเข้าใจตัวเองแล้ว PMS Diary ยังมีประโยชน์มากๆ เวลาที่เราต้องไปปรึกษาคุณหมอด้วยนะคะ เพราะข้อมูลที่เราบันทึกไว้ในไดอารี่นี่แหละค่ะ จะเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้คุณหมอสามารถวินิจฉัยและวางแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้นค่ะ ลองคิดดูสิคะว่าถ้าเราเล่าอาการแบบปากเปล่า คุณหมอก็อาจจะจับจุดได้ไม่หมด แต่ถ้าเรามีบันทึกที่ละเอียดว่ามีอาการอะไรบ้าง เป็นมากน้อยแค่ไหน เกิดขึ้นในช่วงวันไหนของรอบเดือน กินอะไรไปแล้วรู้สึกดีขึ้น หรือกินอะไรไปแล้วรู้สึกแย่ลง ข้อมูลเหล่านี้จะทำให้คุณหมอเข้าใจภาพรวมของอาการ PMS ของเราได้ครบถ้วนมากขึ้นค่ะ บางทีคุณหมออาจจะแนะนำวิธีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อาหารเสริม หรือแม้แต่ยาบางชนิดที่เหมาะสมกับเราโดยเฉพาะได้ค่ะ อย่ามองข้ามการบันทึกเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้นะคะ เพราะมันอาจจะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เราหลุดพ้นจากความทรมานของ PMS ได้เลยจริงๆ ค่ะ
สร้างสมดุลชีวิตให้แฮปปี้: ถึงเวลาดูแลตัวเองให้มากขึ้น
ผ่อนคลายในแบบของตัวเอง: สปาใจ สปากาย
เพื่อนๆ คะ ชีวิตในแต่ละวันของเราต้องเจอเรื่องราวมากมาย ทั้งความกดดันจากการทำงาน การเรียน หรือแม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน การดูแลตัวเองให้มีความสุขจึงเป็นเรื่องที่เราต้องให้ความสำคัญมากๆ เลยค่ะ โดยเฉพาะในช่วง PMS ที่ร่างกายและจิตใจเราบอบบางเป็นพิเศษ การได้ผ่อนคลายในแบบที่เราชอบ จะช่วยเติมเต็มพลังงานดีๆ ให้กับเราได้ค่ะ สำหรับฉัน การได้ไปนวดผ่อนคลายสักชั่วโมงสองชั่วโมง หรือการทำสปาบำรุงผิวพรรณก็ช่วยได้เยอะเลยค่ะ หรือบางคนอาจจะชอบการทำสมาธิ เดินจงกรม การฟังเพลงบำบัด หรือแม้แต่การได้อ่านหนังสือเล่มโปรดในมุมโปรดเงียบๆ ก็ถือเป็นการผ่อนคลายที่ดีเยี่ยมแล้วค่ะ ลองค้นหาสิ่งที่ทำให้เพื่อนๆ รู้สึกสงบและมีความสุขดูนะคะ ไม่จำเป็นต้องเป็นกิจกรรมที่แพงหรือต้องใช้เวลานานเลยค่ะ แค่ได้ทำอะไรที่เราชอบจริงๆ สัก 15-30 นาทีในแต่ละวัน ก็เพียงพอแล้วที่จะช่วยให้เราได้พักจากความวุ่นวายและกลับมามีพลังงานดีๆ ได้อีกครั้ง
พูดคุยและขอความช่วยเหลือ: อย่าเก็บไว้คนเดียว
บางครั้งความรู้สึกที่เราต้องแบกรับอาการ PMS ไว้คนเดียวมันก็หนักหนาสาหัสเกินไปใช่ไหมคะ ฉันเข้าใจความรู้สึกนั้นดีเลยค่ะ เพราะฉันเองก็เคยผ่านช่วงเวลาที่รู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจว่าทำไมเราถึงอารมณ์แปรปรวนแบบนี้ การพูดคุยกับคนที่ไว้ใจไม่ว่าจะเป็นคุณแม่ พี่สาว เพื่อนสนิท หรือแม้แต่แฟน ก็เป็นสิ่งสำคัญมากๆ เลยนะคะ การได้ระบายความรู้สึก ความกังวล หรือความไม่สบายกายให้ใครสักคนฟังเนี่ย มันช่วยให้เรารู้สึกโล่งขึ้นเยอะเลยค่ะ และที่สำคัญคือคนรอบข้างจะได้เข้าใจเรามากขึ้นด้วยค่ะ อาจจะเล่าให้เขาฟังว่าช่วงนี้เรากำลังเจออะไรอยู่ อารมณ์อาจจะแปรปรวนบ้างนะ ขอให้เข้าใจและเป็นกำลังใจให้กัน การได้รู้ว่ามีคนอยู่ข้างๆ และเข้าใจเราเนี่ย มันช่วยให้เรามีพลังใจที่จะรับมือกับ PMS ได้ดีขึ้นเยอะเลยค่ะ และถ้าอาการ PMS ของเรามันส่งผลกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันมากๆ จนเรารู้สึกไม่ไหวแล้ว ก็อย่าลังเลที่จะไปปรึกษาคุณหมอนะคะ การขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญไม่ใช่เรื่องน่าอายเลยค่ะ แต่เป็นการแสดงความรักและความรับผิดชอบต่อร่างกายและจิตใจของเราเองค่ะ
글을 마치며
เป็นยังไงกันบ้างคะเพื่อนๆ หวังว่าเรื่องราวเกี่ยวกับ PMS ที่ฉันรวบรวมมาเล่าให้ฟังในวันนี้ จะช่วยให้เพื่อนๆ เข้าใจตัวเองมากขึ้น และรู้สึกว่าไม่ได้กำลังเผชิญกับมันอยู่คนเดียวนะคะ ฉันอยากจะบอกว่ามันเป็นเรื่องปกติมากๆ ที่ผู้หญิงอย่างเราจะต้องเจอ ยิ่งเรารู้จักอาการและหาวิธีรับมือที่เหมาะสมได้เร็วเท่าไหร่ เราก็จะใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากขึ้นเท่านั้นค่ะ อย่าลืมหันกลับมาดูแลตัวเองให้มากขึ้น ทั้งร่างกายและจิตใจ เพราะเราคู่ควรกับการมีวันที่สดใสและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงานดีๆ ในทุกๆ วันนะคะ ถ้าเพื่อนๆ มีประสบการณ์หรือเคล็ดลับดีๆ ในการรับมือกับ PMS ก็คอมเมนต์มาแลกเปลี่ยนกันได้เลยนะคะ ฉันจะรออ่านค่ะ!
알아두면 쓸ประโยชน์และข้อมูลอื่นๆ สำหรับ PMS
1. การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน: จากที่ฉันได้ลองศึกษาและปรับใช้กับตัวเองมา พบว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การเข้านอนให้เร็วขึ้นเพื่อให้นอนหลับพักผ่อนได้อย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อคืน การหากิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลายความเครียด เช่น การอ่านหนังสือ ฟังเพลงเบาๆ หรือการเดินเล่นในสวนสาธารณะ จะช่วยลดความรุนแรงของอาการ PMS ได้อย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ เหมือนเป็นการปรับสมดุลให้ร่างกายและจิตใจของเราให้กลับมาทำงานได้อย่างราบรื่นขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ช่วยแค่ช่วง PMS เท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวมในระยะยาวอีกด้วยค่ะ
2. ความสำคัญของการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ: แม้จะรู้สึกอ่อนเพลียในช่วง PMS แต่การออกกำลังกายเบาๆ อย่างสม่ำเสมอ เช่น โยคะ เดินเร็ว หรือเต้นแอโรบิกประมาณ 30 นาทีต่อวัน ก็เป็นสิ่งที่ฉันอยากแนะนำมากๆ ค่ะ เพราะมันช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารเอนดอร์ฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุขออกมา ทำให้เราอารมณ์ดีขึ้น ลดอาการปวดเมื่อย และยังช่วยให้การไหลเวียนโลหิตดีขึ้นอีกด้วยค่ะ ไม่จำเป็นต้องหักโหมนะคะ แค่ได้ขยับตัวก็เพียงพอแล้วค่ะ สังเกตว่าช่วงไหนที่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ อาการหงุดหงิดจะลดลงอย่างเห็นได้ชัดเลย
3. จดบันทึก PMS Diary: การทำ PMS Diary หรือไดอารี่บันทึกอาการเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์อย่างมากในการทำความเข้าใจร่างกายของเราค่ะ ลองจดบันทึกอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นอาการทางกาย เช่น ปวดท้อง เจ็บเต้านม หรืออาการทางอารมณ์ เช่น หงุดหงิด เศร้า รวมถึงวันที่ประจำเดือนมาและหมดไปอย่างน้อย 2 รอบเดือนติดต่อกัน ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เราเห็นรูปแบบของอาการ PMS ของตัวเอง ทำให้เราสามารถเตรียมรับมือได้อย่างถูกวิธี และยังเป็นข้อมูลสำคัญในการปรึกษาแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้นด้วยค่ะ
4. การพิจารณาอาหารเสริมภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร: สำหรับบางคนที่มีอาการ PMS รุนแรง การได้รับสารอาหารจากอาหารเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอค่ะ ฉันแนะนำให้ลองปรึกษาคุณหมอหรือเภสัชกรเกี่ยวกับอาหารเสริมที่เหมาะสม เช่น แมกนีเซียมและวิตามินบี 6 ที่ช่วยลดอาการปวดและปรับสมดุลอารมณ์ หรือน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส (EPO) ที่ช่วยลดอาการเจ็บเต้านมและบวมน้ำได้ การเลือกอาหารเสริมที่ตรงกับความต้องการของร่างกายจะช่วยให้เรารับมือกับ PMS ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ
5. อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ: ถ้าเพื่อนๆ ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้ว แต่อาการ PMS ยังคงรุนแรงจนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน หรือมีอาการทางอารมณ์ที่รุนแรง เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวลมากเกินไป อย่าเก็บไว้คนเดียวนะคะ การไปพบคุณหมอหรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับคำปรึกษาและวินิจฉัยอย่างถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ บางครั้งอาการอาจไม่ใช่แค่ PMS ธรรมดา แต่อาจเป็น Premenstrual Dysphoric Disorder (PMDD) ซึ่งเป็นภาวะที่รุนแรงกว่าและต้องได้รับการดูแลรักษาจากแพทย์โดยเฉพาะค่ะ การดูแลสุขภาพกายและใจเป็นสิ่งที่เราควรให้ความสำคัญเสมอค่ะ
สรุปสิ่งที่สำคัญ
อาการ PMS เป็นเรื่องธรรมชาติของผู้หญิงหลายคนค่ะ การทำความเข้าใจสาเหตุหลักที่มาจากความผันผวนของฮอร์โมนและปัจจัยเสริมอื่นๆ เช่น ความเครียด การกินอาหารบางชนิด จะช่วยให้เรามองอาการเหล่านี้ด้วยความเข้าใจมากขึ้น ฉันอยากให้เพื่อนๆ ลองนำเคล็ดลับต่างๆ ที่ได้อ่านไปปรับใช้ดูนะคะ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ การหลีกเลี่ยงของต้องห้าม การออกกำลังกายเบาๆ การนอนหลับให้เพียงพอ หรือแม้แต่การจดบันทึกอาการใน PMS Diary เพื่อให้เรารู้จักและรับมือกับร่างกายตัวเองได้อย่างถูกจุด หากรู้สึกว่าอาการหนักหนาสาหัสเกินกว่าจะรับมือไหว อย่าลังเลที่จะปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญนะคะ เพราะการดูแลตัวเองให้ดีที่สุดคือสิ่งสำคัญที่สุดค่ะ เราสามารถใช้ชีวิตช่วง PMS ได้อย่างมีความสุขและมีสมดุลที่ดีได้แน่นอนค่ะ ขอเป็นกำลังใจให้สาวๆ ทุกคนนะคะ!
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖
ถาม: PMS คืออะไรกันแน่คะ แล้วทำไมเราถึงเป็นมัน?
ตอบ: โอ้โห คำถามนี้คลาสสิกสุดๆ เลยค่ะเพื่อนๆ! PMS ย่อมาจาก Premenstrual Syndrome หรือชื่อไทยๆ ก็คือ “กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน” นั่นเองค่ะ พูดง่ายๆ ก็คืออาการปั่นป่วนทั้งกายและใจที่มักจะมาเยี่ยมเยียนเราล่วงหน้าก่อนประจำเดือนจะมาประมาณ 1-2 สัปดาห์นี่แหละค่ะ พอเมนส์มาได้ 2-3 วัน อาการเหล่านี้ก็จะค่อยๆ ดีขึ้นแล้วก็หายไปเองแล้วทำไมเราถึงเป็นมันน่ะเหรอคะ?
จริงๆ แล้วนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด 100% หรอกค่ะ แต่สันนิษฐานว่าเจ้า PMS ตัวร้ายนี้มีความเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเพศหญิงของเรานี่แหละค่ะ โดยเฉพาะฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนที่ขึ้นๆ ลงๆ ในช่วงหลังไข่ตกก่อนมีประจำเดือน นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงของสารสื่อประสาทในสมองบางตัว อย่างเซโรโทนิน ที่มีผลต่ออารมณ์ความรู้สึกของเราด้วย ซึ่งแต่ละคนก็จะมีอาการหรือความรุนแรงแตกต่างกันไปนะคะ จากประสบการณ์ของฉันเอง บางเดือนก็เป็นหนัก บางเดือนก็เบา เหมือนร่างกายเราก็มีเรื่องให้ลุ้นตลอดเลยค่ะ!
ถาม: อาการ PMS ที่พบบ่อยมีอะไรบ้างคะ และแต่ละคนจะเป็นเหมือนกันหมดไหม?
ตอบ: จากที่เพื่อนๆ เล่ามาและจากประสบการณ์ตรงของฉันนะคะ อาการ PMS นี่หลากหลายมากเลยค่ะ ไม่มีใครเป็นเหมือนกันเป๊ะๆ หรอกค่ะ บางคนอาจจะเจอแค่ไม่กี่อาการ บางคนก็จัดเต็มทั้งร่างกายและอารมณ์เลยลองมาดูกันว่ามีอะไรบ้าง:อาการทางกายภาพ:
ปวดท้อง ท้องอืด ตัวบวมน้ำ: อันนี้คืออาการยอดฮิตเลยค่ะ เหมือนมีลมเต็มท้องไปหมด แถมบางทีน้ำหนักก็ขึ้นแบบงงๆ
คัดตึงเต้านม: แค่เดินเบาๆ ก็ยังรู้สึกเจ็บจี๊ดๆ เลยค่ะ
ปวดเมื่อยเนื้อตัว ปวดศีรษะ: บางทีก็ปวดหัวตุ้บๆ เหมือนไมเกรนจะมา
สิวบุก: โอ๊ยยย…
กำลังจะสวยเป๊ะ สิวก็มาเม็ดเป้งๆ ก่อนเมนส์จะมาทุกที
อยากอาหารเป็นพิเศษ: โดยเฉพาะของหวานๆ หรือของทอดๆ นี่แหละค่ะ ขนมเต็มตู้เย็นไปหมดเลยฉัน
อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย: ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรหนักเลย แต่ก็รู้สึกอยากนอนทั้งวันอาการทางอารมณ์และจิตใจ:
หงุดหงิด โมโหง่าย: จากคนใจเย็นๆ ก็กลายเป็นคนขี้เหวี่ยงขี้วีนได้ในพริบตา
อารมณ์แปรปรวน เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย: บางทีก็ร้องไห้ขึ้นมาง่ายๆ ทั้งที่ไม่มีเรื่องอะไรเลย
เครียด วิตกกังวล: คิดมากไปหมดทุกเรื่อง
ไม่มีสมาธิ หลงๆ ลืมๆ: ทำงานก็ไม่ค่อยโฟกัสเลยค่ะช่วงนี้
นอนไม่หลับ หรือหลับมากเกินไป: บางทีก็พลิกไปพลิกมาทั้งคืน บางทีก็ง่วงตลอดเวลาฉันเองก็เคยผ่านอาการเหล่านี้มาหมดแล้วค่ะ เข้าใจเลยว่ามันไม่ใช่เรื่องที่แกล้งทำ แต่มันคือเรื่องจริงที่ร่างกายเรากำลังเผชิญอยู่!
ถาม: แล้วเราจะมีวิธีรับมือกับอาการ PMS ยังไงได้บ้างคะ มีเคล็ดลับง่ายๆ ที่ช่วยได้มั้ย?
ตอบ: แน่นอนค่ะเพื่อนๆ! แม้ PMS จะเลี่ยงไม่ได้ แต่เราสามารถรับมือกับมันได้ค่ะ จากประสบการณ์ที่ฉันได้ลองมาด้วยตัวเอง และรวบรวมข้อมูลดีๆ มาให้แล้ว ลองเอาเคล็ดลับเหล่านี้ไปปรับใช้กันดูนะคะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน: อันนี้สำคัญมากๆ เลยค่ะเพื่อนๆ!
ลองลดอาหารรสจัด เค็มจัด หวานจัด หรือของทอดของมันลง เพราะสิ่งเหล่านี้กระตุ้นอาการท้องอืดและอารมณ์แปรปรวนได้ง่ายค่ะ ฉันเองสังเกตว่าถ้ากินคลีนขึ้น ดื่มน้ำเปล่าเยอะๆ กินผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง อัลมอนด์ กล้วย โยเกิร์ต หรือดาร์กช็อกโกแลต (แบบไม่หวานจัดนะ) จะช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นและร่างกายสบายตัวขึ้นเยอะเลยค่ะ
ออกกำลังกายเบาๆ อย่างสม่ำเสมอ: ไม่ต้องหักโหมก็ได้ค่ะ แค่เดินเร็ว โยคะ หรือปั่นจักรยานเบาๆ ประมาณ 30 นาทีต่อวันก็ช่วยได้แล้วค่ะ เพราะการออกกำลังกายจะช่วยให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุขออกมา ทำให้เราอารมณ์ดีขึ้น แถมยังช่วยลดอาการปวดเมื่อยได้ด้วยนะคะ ฉันลองแล้วได้ผลจริงๆ ค่ะ!
จัดการความเครียดและนอนหลับให้เพียงพอ: นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดเลยค่ะเพื่อนๆ! ลองหาวิธีผ่อนคลายที่ชอบ เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลง ทำสมาธิ หรือใช้เวลาอยู่กับสิ่งที่ทำให้เราสบายใจ และพยายามนอนให้ได้อย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อคืนนะคะ เพราะการพักผ่อนไม่เพียงพอจะยิ่งทำให้อาการ PMS รุนแรงขึ้นได้ค่ะ ฉันเองช่วงไหนนอนน้อยนี่อาการมาเต็มทุกทีเลย!
หลีกเลี่ยงคาเฟอีนและแอลกอฮอล์: ยิ่งช่วงก่อนมีประจำเดือน ยิ่งต้องระวังเลยค่ะ สองสิ่งนี้อาจจะทำให้เราหงุดหงิดง่ายขึ้นและนอนไม่หลับได้นะคะ
จดบันทึกอาการ: ลองจดบันทึกอาการ PMS ของตัวเองในแต่ละเดือนดูนะคะ ว่าเรามีอาการอะไรบ้าง เป็นช่วงไหนบ้าง การทำแบบนี้จะช่วยให้เราเข้าใจร่างกายตัวเองมากขึ้น และวางแผนรับมือได้ดีขึ้นค่ะ เหมือนที่เราวางแผนเที่ยวต่างประเทศเลยค่ะ!
ถ้าเพื่อนๆ ลองทำตามวิธีเหล่านี้แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น หรือรู้สึกว่ามันรุนแรงจนกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันมากๆ ล่ะก็ อย่าลังเลที่จะปรึกษาคุณหมอเลยนะคะ การดูแลตัวเองไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องอาศัยความเข้าใจและใส่ใจค่ะ!
หวังว่าเคล็ดลับเหล่านี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ทุกคนนะคะ แล้วเจอกันใหม่บทความหน้าค่ะ!






