คุณแม่ ๆ ที่กำลังตั้งครรภ์ คงจะตื่นเต้นกับพัฒนาการของเจ้าตัวน้อยในทุกวันใช่ไหมคะ? ความสุขที่ได้เห็นลูกเติบโตในท้องเป็นช่วงเวลาที่วิเศษจริง ๆ ค่ะ แต่ท่ามกลางความปิติยินดีนี้ การดูแลสุขภาพของคุณแม่ก็สำคัญไม่แพ้กันเลยนะคะ โดยเฉพาะเรื่องของ ‘เบาหวานขณะตั้งครรภ์’ ที่เป็นประเด็นสุขภาพยอดฮิตที่คุณหมอและผู้เชี่ยวชาญให้ความสำคัญเป็นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เพราะพบว่าคุณแม่หลายท่านอาจมีภาวะนี้โดยไม่รู้ตัว และส่งผลกระทบต่อทั้งตัวคุณแม่เองและพัฒนาการของลูกน้อยได้ค่ะ หลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อนี้มาบ้าง แต่อาจจะยังไม่แน่ใจว่าต้องตรวจช่วงไหน มีขั้นตอนยังไงบ้าง หรือกังวลว่าผลตรวจจะออกมาเป็นยังไงบ้างใช่ไหมคะ?
จากประสบการณ์ของฉันและคุณแม่หลาย ๆ ท่านที่ได้พูดคุยกัน รวมถึงข้อมูลอัปเดตจากวงการแพทย์ ฉันอยากจะบอกว่าการทำความเข้าใจเรื่องนี้อย่างถ่องแท้เป็นสิ่งจำเป็นมาก ๆ เลยนะคะ เพราะมันคือการเตรียมพร้อมที่ดีที่สุดเพื่อสุขภาพที่ดีของทั้งคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ที่เราเฝ้ารอคอยค่ะ ในบทความนี้ ฉันจะมาเล่าให้ฟังแบบละเอียดเลยค่ะว่า การตรวจคัดกรองเบาหวานขณะตั้งครรภ์นั้นควรทำเมื่อไหร่ มีขั้นตอนยังไงบ้าง รวมถึงข้อควรรู้อื่น ๆ ที่คุณแม่ต้องเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อสุขภาพที่ดีที่สุดของทั้งคุณและเจ้าตัวเล็ก มาหาคำตอบไปพร้อมกันเลยค่ะ!
เบาหวานขณะตั้งครรภ์คืออะไร ทำไมถึงเป็นเรื่องที่คุณแม่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ?

รู้จักเบาหวานขณะตั้งครรภ์: ไม่ใช่แค่น้ำตาลสูงชั่วคราว
คุณแม่หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า “เบาหวานขณะตั้งครรภ์” หรือ “Gestational Diabetes” กันมาบ้างแล้วใช่ไหมคะ? บางทีก็อาจจะรู้สึกว่า เอ๊ะ! เราไม่ได้เป็นเบาหวานมาก่อน แล้วทำไมตอนท้องถึงมีภาวะนี้ได้นะ?
ฉันเองก็เคยสงสัยแบบนี้เหมือนกันค่ะ แต่จากที่คุณหมอและผู้เชี่ยวชาญหลายท่านได้อธิบายให้ฟัง รวมถึงประสบการณ์ของคุณแม่หลายๆ คนที่ฉันได้พูดคุยด้วย ก็พอจะสรุปได้ว่า ภาวะนี้คือการที่ร่างกายของคุณแม่ไม่สามารถสร้างอินซูลินได้เพียงพอ หรือใช้อินซูลินได้ไม่ดีเท่าที่ควรในช่วงตั้งครรภ์ ส่งผลให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นกว่าปกติค่ะ ซึ่งมันแตกต่างจากเบาหวานชนิดอื่นๆ ตรงที่มักจะเกิดและหายไปหลังคลอดบุตร แต่ในระหว่างที่ยังตั้งครรภ์อยู่นี้แหละค่ะ ที่เราต้องใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะมันอาจส่งผลกระทบถึงลูกน้อยในครรภ์ได้โดยตรงเลย ที่สำคัญคือมันมักจะไม่มีอาการแสดงที่ชัดเจน ทำให้คุณแม่หลายคนไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังเผชิญกับภาวะนี้อยู่ ฉันถึงอยากจะเน้นย้ำเลยว่า การตรวจคัดกรองจึงเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ค่ะ เพื่อให้เราได้รู้แต่เนิ่นๆ และหาวิธีดูแลตัวเองได้อย่างทันท่วงที ไม่ต้องมานั่งกังวลทีหลังนะคะ
ทำไมเบาหวานขณะตั้งครรภ์ถึงน่ากังวลกว่าที่คิด
เชื่อไหมคะว่าภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์เนี่ย ถ้าเราละเลยหรือไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม มันอาจนำไปสู่ปัญหาได้ทั้งกับตัวคุณแม่และลูกน้อยเลยนะคะ สำหรับคุณแม่เอง อาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ครรภ์เป็นพิษ คลอดยาก หรืออาจจะต้องผ่าคลอด รวมถึงมีโอกาสเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ในอนาคตได้สูงขึ้นด้วยค่ะ ส่วนลูกน้อยในครรภ์เนี่ยสิคะ ที่น่าเป็นห่วงเป็นพิเศษ เพราะน้ำตาลที่สูงเกินไปจากคุณแม่จะส่งผ่านรกไปสู่ลูก ทำให้ลูกตัวโตผิดปกติ หรือที่เรียกว่า “ทารกตัวโต” (Macrosomia) ซึ่งอาจทำให้คลอดยากและเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บระหว่างคลอดได้ค่ะ นอกจากนี้ ทารกยังอาจมีปัญหาระดับน้ำตาลในเลือดต่ำหลังคลอด ตัวเหลือง หรือมีปัญหาด้านพัฒนาการในระยะยาวอีกด้วยค่ะ ฟังดูน่ากังวลใช่ไหมคะ?
แต่ไม่ต้องตกใจไปค่ะ! เพราะถ้าเรารู้ตัวเร็วและดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัดตามคำแนะนำของคุณหมอ เราก็สามารถลดความเสี่ยงเหล่านี้ลงได้อย่างมากเลยค่ะ การดูแลตัวเองให้ดีที่สุดคือสิ่งสำคัญที่สุดในช่วงเวลานี้ เพื่อให้ทั้งคุณแม่และลูกน้อยมีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์นะคะ
ช่วงเวลาสำคัญ: เมื่อไหร่ที่คุณหมอจะนัดตรวจเบาหวานตั้งครรภ์กันนะ?
ตรวจคัดกรองเบื้องต้น: ใครบ้างที่ควรตรวจตั้งแต่เนิ่นๆ?
จากประสบการณ์ที่ฉันได้พูดคุยกับคุณแม่หลายๆ ท่าน รวมถึงข้อมูลจากคุณหมอ ทำให้ฉันเข้าใจว่าการตรวจคัดกรองเบาหวานขณะตั้งครรภ์ไม่ได้มีแค่ช่วงเวลาเดียวสำหรับทุกคนนะคะ คือบางคนอาจจะต้องตรวจเร็วกว่าคนอื่นค่ะ กลุ่มที่คุณหมอแนะนำให้ตรวจคัดกรองเบื้องต้นตั้งแต่ช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ (ก่อนสัปดาห์ที่ 20) มักจะเป็นคุณแม่ที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงค่ะ เช่น คุณแม่ที่มีภาวะอ้วนก่อนตั้งครรภ์ มีประวัติเบาหวานในครอบครัวสายตรง เคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์มาก่อนในท้องที่แล้ว หรือมีประวัติคลอดบุตรที่ตัวโตผิดปกติมาก่อนนั่นเองค่ะ ถ้าคุณแม่ท่านไหนเข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ คุณหมอก็จะพิจารณาให้ตรวจคัดกรองเร็วขึ้น เพื่อให้เราได้รู้ภาวะสุขภาพของเราแต่เนิ่นๆ และจะได้วางแผนการดูแลตัวเองได้ทันท่วงทีค่ะ การได้รู้เร็ว ยิ่งดีค่ะ จะได้เตรียมตัวได้ถูก เพื่อสุขภาพที่ดีของทั้งคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์นะคะ
การตรวจมาตรฐาน: สัปดาห์ที่เหมาะสมสำหรับการตรวจคือเมื่อไหร่?
สำหรับคุณแม่ส่วนใหญ่ที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงสูงมาก คุณหมอจะแนะนำให้ตรวจคัดกรองเบาหวานขณะตั้งครรภ์ในช่วงสัปดาห์ที่ 24-28 ของการตั้งครรภ์ค่ะ ช่วงเวลานี้ถือเป็น “ช่วงเวลาทอง” ที่เหมาะสมที่สุดเลยก็ว่าได้ค่ะ เพราะเป็นช่วงที่ฮอร์โมนการตั้งครรภ์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งอาจส่งผลต่อการทำงานของอินซูลินในร่างกายได้ค่ะ การตรวจในช่วงนี้จะช่วยให้เราสามารถประเมินภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้อย่างแม่นยำที่สุด หากเราตรวจเร็วเกินไป ฮอร์โมนอาจจะยังไม่ส่งผลเต็มที่ หรือหากตรวจช้าเกินไป อาจทำให้การดูแลรักษามีข้อจำกัดมากขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อลูกน้อยในครรภ์ได้ค่ะ ฉันเองตอนนั้นก็ไปตรวจช่วงสัปดาห์ที่ 26 ค่ะ ตื่นเต้นเล็กน้อยแต่ก็คิดในใจว่า นี่แหละคือการดูแลลูกน้อยที่ดีที่สุดของเรา!
ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร อย่างน้อยเราก็ได้รู้และพร้อมที่จะรับมือกับมันค่ะ
เตรียมตัวง่ายๆ ก่อนไปตรวจ: เคล็ดลับจากใจคุณแม่ที่เคยผ่านมาก่อน!
ข้อควรรู้ก่อนวันนัด: การเตรียมตัวง่ายๆ เพื่อผลที่แม่นยำ
ก่อนที่เราจะไปตรวจเบาหวานขณะตั้งครรภ์ สิ่งสำคัญคือการเตรียมตัวให้ถูกต้อง เพื่อให้ได้ผลตรวจที่แม่นยำที่สุดนะคะ คุณหมอจะให้คำแนะนำละเอียดเลยค่ะ แต่จากประสบการณ์ตรงของฉันและคุณแม่ท่านอื่นๆ สิ่งแรกที่เราต้องทำคือ “งดอาหารและเครื่องดื่ม” (ยกเว้นน้ำเปล่า) เป็นเวลา 8-14 ชั่วโมงก่อนการตรวจค่ะ อันนี้สำคัญมากๆ เลยนะคะ เพราะการรับประทานอาหารก่อนตรวจจะทำให้น้ำตาลในเลือดสูงและผลตรวจคลาดเคลื่อนได้ ฉันเองตอนนั้นก็พยายามเข้านอนเร็วหน่อยค่ะ จะได้ตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกสดชื่น ไม่หิวมากจนเกินไป และสามารถงดอาหารได้ตามที่กำหนดค่ะ นอกจากนี้ ควรแจ้งคุณหมอหรือพยาบาลเกี่ยวกับยาหรืออาหารเสริมที่เรากำลังรับประทานอยู่ด้วยนะคะ เผื่อว่ามีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดค่ะ การเตรียมตัวที่ดีไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลยค่ะ แค่ทำตามที่คุณหมอแนะนำอย่างเคร่งครัด ก็จะช่วยให้เราได้ข้อมูลที่ถูกต้องที่สุดเพื่อการดูแลสุขภาพของเราและลูกน้อยค่ะ
สบายๆ ไม่ต้องกังวล: สิ่งที่ฉันทำเพื่อเตรียมใจ
สารภาพเลยว่าก่อนไปตรวจ ฉันก็แอบกังวลเหมือนกันค่ะ กลัวว่าผลจะออกมาไม่ดี กลัวว่าจะต้องเจออะไรที่ยุ่งยาก แต่สุดท้ายก็คิดได้ว่า การกังวลไปก่อนไม่ช่วยอะไรเลยค่ะ สิ่งที่ฉันทำคือพยายามพักผ่อนให้เพียงพอในคืนก่อนตรวจค่ะ พยายามไม่เครียด ไม่คิดมาก ให้ร่างกายและจิตใจได้ผ่อนคลายที่สุด วันรุ่งขึ้นตอนที่ต้องงดอาหาร ก็พยายามหาอะไรมาทำเพลินๆ ค่ะ เช่น ดูซีรีส์ ฟังเพลง หรืออ่านหนังสือเล่มโปรด เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากความหิวเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นค่ะ ที่สำคัญคือพกน้ำเปล่าติดตัวไปด้วยนะคะ จิบได้เรื่อยๆ ค่ะ เพราะการดื่มน้ำเปล่าไม่ได้มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด และยังช่วยให้ร่างกายสดชื่นด้วยค่ะ พอถึงโรงพยาบาล ก็แจ้งพยาบาลถึงอาการต่างๆ ที่เรารู้สึก หากรู้สึกวิงเวียนหรืออ่อนเพลียค่ะ อย่าเก็บอาการไว้คนเดียวนะคะ การดูแลตัวเองทั้งกายและใจให้ดีที่สุดคือหัวใจสำคัญของการเตรียมตัวเลยค่ะ
เจาะลึกขั้นตอนการตรวจ: ไม่ได้น่ากังวลอย่างที่คิด สบายๆ เลยค่ะ
การตรวจแบบ 1 ขั้นตอน (OGTT 75 กรัม): ดื่มน้ำตาลแล้วรอหน่อยนะ
เมื่อมาถึงโรงพยาบาล พยาบาลจะเจาะเลือดครั้งแรกเพื่อวัดระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารค่ะ จากนั้นก็ถึงเวลา “ดื่มน้ำหวาน” หรือน้ำตาลกลูโคส 75 กรัม ที่ทางโรงพยาบาลเตรียมไว้ให้ค่ะ รสชาติก็จะหวานจัดหน่อยนะคะ บางคนอาจจะรู้สึกเลี่ยนนิดหน่อย แต่ก็ต้องพยายามดื่มให้หมดภายใน 5 นาทีค่ะ หลังจากดื่มน้ำหวานแล้ว เราก็จะต้องนั่งรออีก 2 ชั่วโมงค่ะ ในช่วงนี้สำคัญมากนะคะ คือห้ามรับประทานอาหารอื่น ห้ามดื่มน้ำหวานเพิ่ม และพยายามไม่ออกแรงมากค่ะ ฉันเองตอนนั้นก็หอบหนังสือไปนั่งอ่านเพลินๆ ค่ะ หรือบางทีก็แค่หลับตาพักผ่อนไปเลยค่ะ พอครบ 2 ชั่วโมง พยาบาลก็จะเจาะเลือดอีกครั้งเพื่อวัดระดับน้ำตาลในเลือดหลังดื่มน้ำหวานค่ะ การตรวจแบบนี้จะใช้การเจาะเลือดแค่สองครั้ง ทำให้สะดวกสำหรับคุณแม่หลายๆ ท่านค่ะ ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดไว้เลยใช่ไหมคะ?
การตรวจแบบ 2 ขั้นตอน (GCT ตามด้วย OGTT 100 กรัม): สำหรับบางกรณี
สำหรับการตรวจแบบ 2 ขั้นตอน (ปัจจุบันไม่ค่อยนิยมแล้ว แต่ก็ยังมีบางกรณีที่อาจใช้) จะเริ่มจากการตรวจคัดกรองเบื้องต้นที่เรียกว่า Glucose Challenge Test (GCT) ก่อนค่ะ ซึ่งจะให้คุณแม่ดื่มน้ำตาลกลูโคส 50 กรัม โดยไม่จำเป็นต้องอดอาหารล่วงหน้า จากนั้นจะเจาะเลือด 1 ชั่วโมงหลังดื่มค่ะ หากผลค่าที่ได้สูงเกินกว่ากำหนด คุณหมอจะนัดมาตรวจแบบ OGTT 100 กรัมอีกครั้งค่ะ ซึ่งขั้นตอนก็จะคล้ายกับการตรวจ 75 กรัม แต่จะมีการเจาะเลือดถึง 4 ครั้ง คือตอนอดอาหาร 1 ชั่วโมง 2 ชั่วโมง และ 3 ชั่วโมงหลังดื่มน้ำตาล 100 กรัมค่ะ ฟังดูเยอะกว่าหน่อยใช่ไหมคะ?
แต่ก็เป็นวิธีที่ละเอียดมากๆ ในการวินิจฉัยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจแบบไหน สิ่งสำคัญคือการทำตามคำแนะนำของคุณหมอและพยาบาลอย่างเคร่งครัดนะคะ เพื่อให้เราได้ผลที่ถูกต้องที่สุดค่ะ
เพื่อให้คุณแม่เข้าใจได้ง่ายขึ้น ฉันได้รวบรวมข้อมูลการตรวจคัดกรองเบาหวานขณะตั้งครรภ์มาสรุปเป็นตารางให้ดูนะคะ
| ประเภทการตรวจ | การเตรียมตัวก่อนตรวจ | ขั้นตอนหลัก | จำนวนครั้งที่เจาะเลือด |
|---|---|---|---|
| การตรวจแบบ 1 ขั้นตอน (OGTT 75 กรัม) | อดอาหาร 8-14 ชั่วโมง | เจาะเลือดก่อนดื่มน้ำตาล 75 กรัม, เจาะเลือดอีกครั้งที่ 2 ชั่วโมงหลังดื่ม | 2 ครั้ง |
| การตรวจแบบ 2 ขั้นตอน (GCT ตามด้วย OGTT 100 กรัม) | GCT: ไม่ต้องอดอาหาร OGTT 100 กรัม: อดอาหาร 8-14 ชั่วโมง |
GCT: ดื่มน้ำตาล 50 กรัม, เจาะเลือดที่ 1 ชั่วโมง OGTT 100 กรัม: เจาะเลือดก่อนดื่มน้ำตาล 100 กรัม, เจาะเลือดที่ 1, 2, 3 ชั่วโมงหลังดื่ม |
GCT: 1 ครั้ง OGTT 100 กรัม: 4 ครั้ง |
ถ้าผลตรวจออกมาว่า “เบาหวานขณะตั้งครรภ์” คุณแม่ต้องรับมืออย่างไร?

ค่าที่บ่งบอกว่าใช่: คุณหมอจะดูอะไรบ้างนะ?
พอถึงวันที่ผลตรวจออก คุณแม่หลายคนคงจะลุ้นเหมือนฉันใช่ไหมคะ? คุณหมอจะพิจารณาผลเลือดจากค่าระดับน้ำตาลที่เจาะได้ค่ะ สำหรับการตรวจแบบ 1 ขั้นตอน (75 กรัม OGTT) ถ้าค่าใดค่าหนึ่งเกินเกณฑ์ที่กำหนด ก็จะถือว่าคุณมีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ค่ะ โดยทั่วไปแล้ว เกณฑ์ที่ใช้คือ: น้ำตาลตอนอดอาหารไม่เกิน 92 mg/dL, น้ำตาลที่ 1 ชั่วโมงไม่เกิน 180 mg/dL, และน้ำตาลที่ 2 ชั่วโมงไม่เกิน 153 mg/dL ค่ะ แค่มีค่าใดค่าหนึ่งสูงกว่านี้ก็ถือว่าอยู่ในกลุ่มที่ต้องดูแลเป็นพิเศษแล้วค่ะ ไม่ต้องกังวลนะคะ คุณหมอจะอธิบายผลอย่างละเอียดและให้คำแนะนำในการดูแลตัวเองต่อไปค่ะ ฉันอยากให้คุณแม่ทุกคนมั่นใจว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น คุณหมอและทีมแพทย์พร้อมที่จะดูแลเราอย่างเต็มที่ค่ะ
ได้รับการวินิจฉัยแล้ว: ไม่ต้องตกใจ มีทางออกเสมอ
หากผลตรวจออกมาว่าเรามีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ สิ่งแรกที่อยากบอกคือ “อย่าตกใจ” ค่ะ ฉันเข้าใจดีเลยว่าความรู้สึกกังวลผิดหวังมันเป็นยังไง เพราะตอนแรกฉันเองก็รู้สึกแบบนั้นค่ะ แต่สิ่งสำคัญคือการตั้งสติและรับฟังคำแนะนำจากคุณหมออย่างตั้งใจค่ะ เบาหวานขณะตั้งครรภ์เป็นภาวะที่เราสามารถควบคุมและจัดการได้ค่ะ คุณหมอจะช่วยวางแผนการดูแล ทั้งเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย และอาจรวมถึงการพิจารณาใช้ยาอินซูลินในบางกรณีหากจำเป็นค่ะ การที่เราได้รู้ว่ามีภาวะนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ เป็นเรื่องที่ดีมากๆ เลยนะคะ เพราะเราจะได้เริ่มดูแลตัวเองและลูกน้อยได้อย่างถูกต้องและทันเวลา เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ค่ะ คิดซะว่านี่คือโอกาสที่เราจะได้ดูแลสุขภาพของเราและลูกให้ดีที่สุดค่ะ
การดูแลตัวเองให้ดีที่สุด: ปรับเปลี่ยนชีวิตประจำวันเพื่อคุณและลูกน้อย
โภชนาการสำหรับคุณแม่: กินอย่างไรให้ถูกหลักและมีความสุข
เมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ สิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือเรื่องอาหารการกินค่ะ ฉันรู้ว่าหลายคนอาจจะกังวลว่าต้องงดอะไรไปบ้าง หรือจะกินอะไรได้บ้าง แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่การอดอาหารนะคะ แต่เป็นการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และเหมาะสมค่ะ คุณหมอหรือนักโภชนาการจะช่วยวางแผนการรับประทานอาหารที่เหมาะกับแต่ละบุคคล โดยเน้นอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท ผักและผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูง และโปรตีนไม่ติดมันค่ะ ที่สำคัญคือการแบ่งมื้ออาหารให้เป็นมื้อเล็กๆ แต่บ่อยขึ้น เช่น วันละ 3 มื้อหลัก และ 2-3 มื้อย่อย เพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ค่ะ ฉันเองตอนนั้นก็พยายามปรับเมนูอาหารที่บ้านให้มีประโยชน์มากขึ้นค่ะ ลองทำอาหารคลีนๆ อร่อยๆ ที่ไม่หวานจัด ไม่มันจัด ดูนะคะ จะช่วยให้เรากินได้อย่างมีความสุขและยังดีต่อสุขภาพด้วยค่ะ
การออกกำลังกายเบาๆ: เคล็ดลับเพิ่มพลังให้ร่างกาย
นอกจากการควบคุมอาหารแล้ว การออกกำลังกายเบาๆ อย่างสม่ำเสมอเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีเยี่ยมเลยค่ะ แต่ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องไปออกกำลังกายหนักๆ เหมือนนักกีฬา หรือไปฟิตเนสอะไรเลยนะคะ การเดินเบาๆ ประมาณ 30 นาทีต่อวัน หรือการว่ายน้ำเบาๆ โยคะสำหรับคนท้อง ก็เพียงพอแล้วค่ะ ที่สำคัญคือต้องปรึกษาคุณหมอก่อนเริ่มออกกำลังกายทุกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าปลอดภัยสำหรับคุณแม่และลูกในครรภ์ค่ะ ฉันเองก็ชอบเดินเล่นในสวนสาธารณะตอนเย็นๆ ค่ะ ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ ได้ผ่อนคลาย และยังช่วยให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวด้วยค่ะ การออกกำลังกายไม่ได้ช่วยแค่เรื่องเบาหวานนะคะ แต่ยังช่วยให้คุณแม่รู้สึกสดชื่น มีพลัง และช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้นด้วยค่ะ ลองหาเวลาขยับตัวเบาๆ ดูนะคะ เพื่อสุขภาพที่ดีของเราและลูกรักค่ะ
เรื่องควรรู้เพิ่มเติม: สัญญาณเตือนและผลกระทบที่คุณแม่ไม่ควรมองข้าม
สัญญาณที่ต้องเฝ้าระวัง: เมื่อไหร่ที่ต้องรีบปรึกษาคุณหมอ
แม้ว่าเบาหวานขณะตั้งครรภ์ส่วนใหญ่มักจะไม่มีอาการที่ชัดเจน แต่ก็มีบางสัญญาณที่หากคุณแม่สังเกตเห็นแล้วควรรีบปรึกษาคุณหมอทันทีนะคะ เช่น ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ ดื่มน้ำบ่อยกว่าเดิม รู้สึกหิวบ่อย กินเยอะแต่น้ำหนักลด หรือรู้สึกอ่อนเพลียผิดปกติค่ะ แม้ว่าอาการเหล่านี้อาจจะคล้ายกับอาการแพ้ท้องทั่วไป แต่หากรู้สึกว่ามีอาการเหล่านี้ร่วมกันและดูรุนแรงกว่าปกติ ก็ไม่ควรมองข้ามนะคะ ฉันเองก็คอยสังเกตอาการตัวเองอยู่ตลอดค่ะ เพราะการที่เราใส่ใจสัญญาณเล็กๆ น้อยๆ จากร่างกาย ก็เป็นการแสดงความรักต่อลูกน้อยของเราอย่างหนึ่งค่ะ อย่าลังเลที่จะพูดคุยกับคุณหมอเกี่ยวกับอาการที่คุณแม่รู้สึกไม่สบายใจนะคะ เพื่อให้ได้รับการดูแลและคำแนะนำที่ถูกต้องค่ะ
ผลกระทบต่อลูกน้อยในครรภ์: ทำไมการดูแลจึงสำคัญมาก
หลายครั้งที่เราอาจจะคิดว่าเบาหวานขณะตั้งครรภ์เป็นเรื่องของคุณแม่คนเดียว แต่จริงๆ แล้ว สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือผลกระทบต่อลูกน้อยในครรภ์นี่แหละค่ะ หากระดับน้ำตาลในเลือดของคุณแม่ไม่ได้รับการควบคุมที่ดี น้ำตาลส่วนเกินจะส่งผ่านรกไปสู่ลูก ทำให้ลูกได้รับน้ำตาลมากเกินไปและส่งผลให้ตับอ่อนของลูกทำงานหนักขึ้นเพื่อผลิตอินซูลินมาลดระดับน้ำตาลค่ะ ซึ่งอาจทำให้ลูกตัวโตผิดปกติ หรือที่เรียกว่า “ทารกตัวโต” (Macrosomia) เพิ่มความเสี่ยงในการคลอดยากและอาจต้องผ่าคลอดได้ค่ะ นอกจากนี้ ทารกยังอาจมีปัญหาระดับน้ำตาลในเลือดต่ำหลังคลอด ตัวเหลือง หรือมีปัญหาด้านพัฒนาการในระยะยาวอีกด้วยนะคะ ฟังดูแล้วยิ่งทำให้เราต้องใส่ใจดูแลตัวเองมากขึ้นใช่ไหมคะ?
แต่ไม่ต้องกังวลใจไปค่ะ การที่เราได้รู้และดูแลตัวเองตามคำแนะนำของคุณหมออย่างเคร่งครัด จะช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้ได้อย่างมากเลยค่ะ เพื่อให้ลูกน้อยของเราเติบโตมาอย่างแข็งแรงสมบูรณ์ที่สุดค่ะ
ส่งท้ายจากใจคนเป็นแม่
เป็นอย่างไรกันบ้างคะคุณแม่ทุกท่าน? หวังว่าบทความนี้จะช่วยไขข้อข้องใจเกี่ยวกับเบาหวานขณะตั้งครรภ์ และช่วยให้คุณแม่คลายความกังวลลงได้บ้างไม่มากก็น้อยนะคะ ฉันเข้าใจดีเลยว่าการตั้งครรภ์เป็นช่วงเวลาที่ละเอียดอ่อนจริงๆ ค่ะ เราต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษในทุกๆ ด้าน แถมยังมีเรื่องให้ต้องกังวลมากมายตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ไปจนถึงสุขภาพของลูกน้อยที่กำลังจะลืมตาดูโลก แต่ขอให้คุณแม่ทุกคนจำไว้เสมอว่า การที่เราได้รู้ข้อมูลที่ถูกต้องและเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งต่างๆ ล่วงหน้า เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เราจะทำให้ตัวเองและลูกได้ค่ะ ไม่ว่าผลการตรวจจะเป็นอย่างไร การดูแลตัวเองให้ดีที่สุดตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ได้มีแค่เพื่อตัวเราเท่านั้น แต่ยังเพื่อลูกน้อยอันเป็นที่รักของเราด้วยนะคะ ขอให้ทุกวันของการตั้งครรภ์ของคุณแม่เต็มไปด้วยความสุข สุขภาพแข็งแรงทั้งคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ เดินทางไปถึงวันคลอดอย่างปลอดภัยไร้กังวลนะคะ หากมีข้อสงสัยหรืออยากแบ่งปันประสบการณ์ ก็คอมเมนต์พูดคุยกันได้เลยค่ะ ฉันยินดีรับฟังและเป็นกำลังใจให้คุณแม่ทุกท่านเสมอนะคะ.
ข้อมูลดีๆ ที่คุณแม่ควรรู้เพิ่มเติม
1. เตรียมชุดสำหรับคลอดบุตรและของใช้จำเป็นสำหรับทารกไว้ล่วงหน้า จะช่วยลดความวุ่นวายและประหยัดเวลาในช่วงใกล้คลอดได้มากเลยค่ะ.
2. ลองปรึกษาคุณสามีหรือคนในครอบครัวเกี่ยวกับการแบ่งเบาภาระงานบ้านในช่วงใกล้คลอดและหลังคลอด เพื่อที่คุณแม่จะได้มีเวลาพักผ่อนอย่างเต็มที่นะคะ.
3. หากรู้สึกเครียดหรือวิตกกังวล ลองหาเวลาพูดคุยกับเพื่อนสนิท คุณแม่คนอื่นๆ หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญบ้างก็ดีค่ะ ไม่ต้องเก็บไว้คนเดียวนะคะ.
4. การจัดเตรียมห้องนอนลูกน้อยให้พร้อม ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่ยังรวมถึงความปลอดภัยและสุขอนามัยที่ดีด้วยค่ะ.
5. อย่าลืมหาเวลาพักผ่อนและทำกิจกรรมที่ชอบบ้างนะคะ การผ่อนคลายจิตใจเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้การดูแลร่างกายเลยค่ะ.
สรุปประเด็นสำคัญที่คุณแม่ไม่ควรมองข้าม
เพื่อสรุปประเด็นสำคัญทั้งหมดที่คุณแม่ไม่ควรมองข้ามเกี่ยวกับเบาหวานขณะตั้งครรภ์ สิ่งแรกเลยคือการทำความเข้าใจว่าภาวะนี้คืออะไร และทำไมจึงมีความสำคัญต่อสุขภาพของทั้งคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ การเข้ารับการตรวจคัดกรองเบาหวานตามที่คุณหมอนัดหมาย โดยเฉพาะในช่วงสัปดาห์ที่ 24-28 ของการตั้งครรภ์ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งค่ะ หากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ขอให้คุณแม่ไม่ต้องกังวลใจไปนะคะ เพราะภาวะนี้สามารถควบคุมและจัดการได้ สิ่งสำคัญคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ โดยเน้นอาหารที่มีประโยชน์และเหมาะสม ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายเบาๆ อย่างสม่ำเสมอภายใต้คำแนะนำของคุณหมอ และที่สำคัญที่สุดคือการปรึกษาและปฏิบัติตามคำแนะนำของทีมแพทย์และพยาบาลอย่างเคร่งครัดในทุกขั้นตอนของการดูแลค่ะ การใส่ใจดูแลตัวเองในทุกรายละเอียดเหล่านี้ จะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนต่างๆ และนำพาทั้งคุณแม่และลูกน้อยให้มีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ตลอดการตั้งครรภ์ไปจนถึงหลังคลอดเลยค่ะ จำไว้นะคะ คุณแม่ไม่ได้อยู่คนเดียวในการเดินทางครั้งสำคัญนี้.
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖
ถาม: คุณแม่หลายๆ คนคงอยากรู้ว่า การตรวจคัดกรองเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ควรเริ่มตรวจช่วงอายุครรภ์เท่าไหร่คะ?
ตอบ: อู้ววว คำถามนี้ยอดฮิตเลยค่ะคุณแม่ เพราะตอนฉันเองก็สงสัยมากๆ เหมือนกันว่าจะต้องไปตรวจช่วงไหนถึงจะเป๊ะที่สุดเนอะ! จากประสบการณ์ที่ได้พูดคุยกับคุณแม่หลาย ๆ ท่าน รวมถึงจากคำแนะนำของคุณหมอที่ฉันไปฝากครรภ์มา ส่วนใหญ่แล้ว การตรวจคัดกรองเบาหวานขณะตั้งครรภ์จะทำกันในช่วงอายุครรภ์ประมาณ 24 – 28 สัปดาห์ค่ะ หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่า “ช่วงไตรมาสที่สองปลายๆ” นั่นแหละค่ะ ทำไมต้องเป็นช่วงนี้รู้ไหมคะ?
เพราะเป็นช่วงเวลาที่ฮอร์โมนในร่างกายของคุณแม่มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก ซึ่งอาจส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดของเราสูงขึ้นได้ง่าย ทำให้คุณหมอสามารถคัดกรองภาวะเบาหวานได้แม่นยำขึ้นนั่นเองค่ะแต่ก็มีบางกรณีพิเศษนะคะที่คุณหมออาจจะแนะนำให้เราตรวจเร็วขึ้นกว่าปกติค่ะ เช่น ถ้าคุณแม่เคยมีประวัติเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์มาก่อนหน้านี้แล้ว หรือคุณแม่ที่มีภาวะน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาก ๆ ตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ หรือมีคนในครอบครัวสายตรงเป็นโรคเบาหวาน หรือถ้าคุณแม่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป (อันนี้เป็นข้อมูลที่คุณหมอเน้นย้ำกับฉันเลยค่ะ) หากมีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ คุณหมออาจจะให้ตรวจตั้งแต่ช่วงไตรมาสแรกเลยก็มีนะคะ บางทีก็ตรวจตั้งแต่มาฝากครรภ์ครั้งแรกเลยก็เป็นได้ค่ะ เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญที่สุดเลยคือปรึกษาคุณหมอที่ดูแลเราค่ะ คุณหมอจะพิจารณาจากประวัติสุขภาพและลักษณะเฉพาะของเราแต่ละคน แล้วก็จะวางแผนการตรวจที่เหมาะสมที่สุดให้เราเองค่ะ ไม่ต้องกังวลไปนะคะ คุณหมอจะคอยดูแลเราอย่างใกล้ชิดเลยค่ะ
ถาม: ขั้นตอนการตรวจเบาหวานขณะตั้งครรภ์ยุ่งยากไหมคะ ต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง?
ตอบ: โอ๊ยยย…คำถามนี้โดนใจคุณแม่แทบทุกคนแน่นอนค่ะ เพราะตอนฉันเองก็แอบกังวลเหมือนกันว่าจะต้องเจออะไรบ้าง จะเจ็บไหม จะยุ่งยากหรือเปล่า แต่พอได้ไปสัมผัสเองแล้วบอกเลยค่ะว่าไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิดเลยนะ!
ส่วนใหญ่แล้ว การตรวจคัดกรองเบาหวานขณะตั้งครรภ์ที่โรงพยาบาลที่เราไปฝากครรภ์จะแบ่งเป็น 2 แบบหลักๆ ค่ะแบบแรกคือ “การทดสอบกลูโคส 1 ชั่วโมง” ค่ะ (บางที่คุณหมออาจจะเรียก OGTT แบบสั้นๆ) ขั้นตอนนี้ไม่ซับซ้อนค่ะ คุณหมอจะให้เราดื่มน้ำเชื่อมกลูโคสปริมาณ 50 กรัมค่ะ ฉันจำได้ว่าตอนไปตรวจครั้งแรกนี่รสชาติหวานเจี๊ยบเลยค่ะ!
หลังจากดื่มน้ำเชื่อมแล้ว เราก็ต้องนั่งรอเฉยๆ ประมาณ 1 ชั่วโมงค่ะ ห้ามกินอะไรอีกเลยนะคะ แล้วคุณพยาบาลก็จะมาเจาะเลือดเราไปตรวจค่ะ สำหรับการตรวจแบบนี้ ส่วนใหญ่แล้วไม่ต้องงดน้ำงดอาหารล่วงหน้าค่ะ ไปถึงก็สามารถดื่มน้ำเชื่อมได้เลย แต่ถ้าคุณหมอแจ้งให้งด ก็ต้องทำตามคำแนะนำของคุณหมอนะคะส่วนแบบที่สองคือ “การทดสอบกลูโคส 3 ชั่วโมง” ค่ะ (หรือ 100 กรัม OGTT) การทดสอบนี้จะทำในกรณีที่ผลตรวจแบบ 1 ชั่วโมงของเราออกมาไม่ผ่านเกณฑ์ค่ะ ขั้นตอนนี้จะนานขึ้นมาอีกหน่อยค่ะคุณแม่ เพราะเราจะต้องงดน้ำงดอาหารประมาณ 8-14 ชั่วโมงก่อนมาตรวจค่ะ (อดทนหน่อยนะคะ!) พอไปถึงโรงพยาบาล คุณพยาบาลก็จะเจาะเลือดเราไปตรวจก่อน 1 ครั้งค่ะ (อันนี้คือค่าเริ่มต้นของเรา) จากนั้นเราก็จะดื่มน้ำเชื่อมกลูโคสปริมาณ 100 กรัมค่ะ แล้วก็นั่งพักยาวๆ เลยค่ะ เพราะจะต้องเจาะเลือดซ้ำที่ชั่วโมงที่ 1, 2 และ 3 หลังดื่มน้ำเชื่อมค่ะ รวมแล้วคือเจาะเลือดทั้งหมด 4 ครั้งนั่นเองค่ะ โอ้โห…ตอนนั้นฉันก็แอบเหนื่อยอยู่เหมือนกันค่ะ แต่ก็คิดซะว่าทำเพื่อเจ้าตัวเล็กในท้องเนอะ!
คำแนะนำจากใจฉันเลยนะคะ เพื่อให้การตรวจเป็นไปอย่างราบรื่น และเราสบายใจที่สุด:
เตรียมใจให้สบายๆ: ไม่ต้องกังวลค่ะ พยายามทำใจให้ผ่อนคลายที่สุด
พักผ่อนให้เพียงพอ: สำคัญมาก ๆ เลยนะคะ ถ้าเราพักผ่อนไม่พอ อาจจะส่งผลต่อผลเลือดได้บ้างค่ะ
พกของว่างติดกระเป๋าไปเผื่อ: ถ้าต้องเจาะแบบ 3 ชั่วโมง หลังเจาะครั้งสุดท้ายแล้วท้องจะว่างมาก ๆ เลยค่ะ พกแซนด์วิชเล็ก ๆ หรือผลไม้ที่ไม่หวานจัดไปรอเลยนะคะ คุณแม่หลายคนบอกว่าช่วยได้เยอะเลยค่ะ
เตรียมกิจกรรมฆ่าเวลา: หนังสือ นิตยสาร หรือหูฟังคู่ใจก็ช่วยได้ค่ะ เพราะเราต้องนั่งรอนานพอสมควรเลยค่ะที่สำคัญที่สุดคือ ทำตามคำแนะนำของคุณหมอและคุณพยาบาลอย่างเคร่งครัดนะคะ เพื่อผลตรวจที่แม่นยำที่สุดค่ะ สู้ๆ นะคะคุณแม่!
ถาม: ถ้าตรวจพบว่าเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ จะอันตรายต่อแม่และลูกมากแค่ไหนคะ แล้วต้องดูแลตัวเองยังไง?
ตอบ: โอ๊ยยย…เข้าใจเลยค่ะว่าคุณแม่ที่ได้ยินคำว่า “เบาหวานขณะตั้งครรภ์” แล้วใจหายแว็บเป็นยังไง ตอนฉันเองก็กังวลสุด ๆ ไปเลยค่ะ แต่ไม่ต้องตกใจไปก่อนนะคะคุณแม่ เพราะภาวะนี้สามารถจัดการได้ค่ะ ถ้าเรารู้และดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี ก็จะปลอดภัยทั้งคุณแม่และเจ้าตัวเล็กแน่นอนค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะมาดูผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกันก่อนนะคะ เพื่อที่เราจะได้เข้าใจและรับมือได้อย่างถูกต้องค่ะ
สำหรับคุณแม่: อาจมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์และคลอดได้มากขึ้นค่ะ เช่น ความดันโลหิตสูง ครรภ์เป็นพิษ การติดเชื้อ หรืออาจจำเป็นต้องผ่าคลอดค่ะ นอกจากนี้ ยังเพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ในอนาคตอีกด้วยนะคะ
สำหรับลูกน้อย: อาจทำให้ทารกมีขนาดตัวใหญ่กว่าปกติ (macrosomia) ซึ่งอาจทำให้คลอดเองยากและเสี่ยงต่อการบาดเจ็บระหว่างคลอดได้ค่ะ นอกจากนี้ ทารกอาจมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำหลังคลอด ตัวเหลือง หรือมีปัญหาด้านการหายใจค่ะ แต่ถ้าเราควบคุมระดับน้ำตาลได้ดี ความเสี่ยงเหล่านี้ก็จะลดลงไปเยอะมาก ๆ เลยค่ะทีนี้มาถึงการดูแลตัวเองค่ะ ซึ่งสำคัญมากๆ เลยนะ!
อันนี้คือสิ่งที่ฉันเรียนรู้และคุณหมอก็เน้นย้ำตลอดเลยค่ะ:
1. ควบคุมอาหารอย่างเคร่งครัด: นี่คือหัวใจสำคัญเลยค่ะคุณแม่! คุณหมอและนักโภชนาการจะให้คำแนะนำเรื่องอาหารที่เหมาะสมกับเราค่ะ เน้นอาหารที่มีประโยชน์ ลดน้ำตาล แป้งขัดขาว และอาหารที่มีไขมันสูงค่ะ ลองพยายามเลือกข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท ผักผลไม้ที่ไม่หวานจัด และโปรตีนจากเนื้อสัตว์ไม่ติดมันดูนะคะ ตอนนั้นฉันต้องปรับเปลี่ยนการกินเยอะเลยค่ะ แต่พอทำไปสักพักก็ชินและรู้สึกดีกับสุขภาพตัวเองมากๆ ค่ะ
2.
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ: หากคุณหมออนุญาต การออกกำลังกายเบา ๆ ที่เหมาะกับคนท้อง เช่น การเดินเร็ว โยคะสำหรับคนท้อง หรือว่ายน้ำ จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีมาก ๆ เลยค่ะ ลองเดินเล่นรอบบ้านสักวันละ 30 นาทีก็ได้นะคะ สบาย ๆ ค่ะ
3.
ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดตามที่คุณหมอแนะนำ: คุณหมออาจจะให้เครื่องตรวจน้ำตาลมาให้เราตรวจเองที่บ้านค่ะ การจดบันทึกค่าต่าง ๆ จะช่วยให้คุณหมอประเมินและปรับแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำค่ะ
4.
ไปพบคุณหมอตามนัดอย่างเคร่งครัด: อันนี้สำคัญที่สุดเลยค่ะ เพื่อให้คุณหมอติดตามอาการและปรับยา (ถ้าจำเป็น) ให้เหมาะสมกับเราและลูกน้อยค่ะจากประสบการณ์ส่วนตัวนะคะ การมีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวถ้าเรารับมือมันอย่างถูกวิธีค่ะ การที่เราใส่ใจดูแลตัวเองในตอนนี้คือการมอบสิ่งที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุดให้กับลูกน้อยของเราเลยนะคะ สู้ ๆ นะคะคุณแม่!
เราจะผ่านช่วงเวลานี้ไปด้วยกันค่ะ






