ช่วงเวลาตั้งครรภ์เป็นอะไรที่ตื่นเต้นและเต็มไปด้วยความหวังมากๆ เลยใช่ไหมคะ? แน่นอนว่าคุณแม่ทุกคนก็อยากจะรู้ว่าลูกน้อยในท้องแข็งแรงดีหรือเปล่า และหนึ่งในสัญญาณสำคัญที่บอกถึงสุขภาพลูกก็คือ ‘การเต้นของหัวใจ’ ที่เราได้ยินกันครั้งแรกผ่านการอัลตราซาวด์นี่แหละค่ะ หลายครั้งที่เสียงหัวใจเล็กๆ นี้ทำให้คุณแม่โล่งใจ แต่บางทีก็อาจจะมีความกังวลเกิดขึ้นได้ ถ้าตัวเลขไม่เป็นไปตามที่เราคิดไว้ ไม่ต้องห่วงนะคะ เพราะวันนี้แพรจะพาทุกคนมาทำความเข้าใจเรื่อง ‘อัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์’ และ ‘การตรวจอัลตราซาวด์’ อย่างละเอียดเลยค่ะ รับรองว่าข้อมูลที่เราจะมาคุยกันวันนี้ จะช่วยให้คุณแม่คลายความกังวลและมีความรู้พร้อมดูแลเจ้าตัวน้อยได้อย่างมั่นใจแน่นอนค่ะ!
มาดูกันเลยดีกว่าว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง
เสียงจังหวะรักแรก…วินาทีที่โลกหยุดหมุน

ตอนที่แพรกำลังอุ้มท้องเจ้าตัวเล็ก แพรจำได้ดีเลยว่าวินาทีแรกที่ได้ยินเสียงเต้นตุ้บๆ ของหัวใจดวงน้อยๆ ผ่านเครื่องอัลตราซาวด์ มันเป็นความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูกจริงๆ ค่ะ เหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุนไปชั่วขณะ รู้สึกได้ถึงความมหัศจรรย์ของชีวิตที่กำลังก่อกำเนิดขึ้นในตัวเรา น้ำตาคลอเบ้าไปเลยค่ะ ความรู้สึกโล่งใจและเปี่ยมสุขมันถาโถมเข้ามาพร้อมๆ กัน นั่นแหละค่ะคือจุดเริ่มต้นของความรักที่ไม่มีเงื่อนไขของแม่และลูก แพรเชื่อว่าคุณแม่หลายคนก็คงจะรู้สึกไม่ต่างกันใช่ไหมคะ เสียงเล็กๆ นั้นเป็นเหมือนสัญญาณยืนยันว่าลูกเรากำลังเติบโตอย่างแข็งแรง และพร้อมที่จะออกมาลืมตาดูโลกในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า มันเป็นช่วงเวลาที่ทำให้แพรรู้สึกขอบคุณและภูมิใจในความเป็นแม่มากๆ เลยค่ะ การได้ยินเสียงหัวใจลูกเป็นเหมือนรางวัลสำหรับความอดทนและทุกความเปลี่ยนแปลงที่ร่างกายของเราต้องเผชิญ
สัมผัสแรกผ่านจอ…ความมหัศจรรย์ที่รอคอย
จริงๆ แล้วหัวใจของลูกน้อยเริ่มเต้นตั้งแต่สัปดาห์ที่ 5-6 ของการตั้งครรภ์แล้วนะคะ แต่ช่วงนั้นอาจจะยังเต้นเบามากๆ จนเครื่องอัลตราซาวด์จับสัญญาณได้ยาก คุณหมอจะสามารถตรวจจับและให้คุณแม่ได้ยินเสียงหัวใจเต้นของลูกน้อยได้ชัดเจนขึ้นก็ตอนประมาณสัปดาห์ที่ 8-12 ค่ะ ตอนที่แพรไปตรวจครั้งแรก คุณหมอชี้ให้ดูจุดเล็กๆ บนจอ แล้วบอกว่านี่แหละคือหัวใจของลูก แพรแทบไม่เชื่อสายตาเลยค่ะว่าสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น จะมีหัวใจที่เต้นอยู่ภายในตัวเราจริงๆ มันเหมือนกับเวทมนตร์เลยนะคะ การได้เห็นภาพการเต้นของหัวใจลูกผ่านจอเล็กๆ นั้น มันทำให้แพรอดคิดไม่ได้เลยว่าธรรมชาติช่างสร้างสรรค์และน่าทึ่งขนาดไหน เป็นประสบการณ์ที่แพรจะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิตเลยค่ะ มันเติมเต็มหัวใจของแพรให้พองโตไปด้วยความสุขและความหวัง
เมื่อไหร่ถึงจะได้ยินเสียงหัวใจลูกชัดๆ กันนะ?
โดยทั่วไปแล้ว คุณหมอจะเริ่มตรวจหาการเต้นของหัวใจทารกด้วยอัลตราซาวด์ช่องคลอดได้ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 6-7 ของการตั้งครรภ์ค่ะ แต่ถ้าเป็นการอัลตราซาวด์ทางหน้าท้อง อาจจะต้องรอไปจนถึงสัปดาห์ที่ 8-10 หรือบางทีก็อาจจะช้ากว่านั้น ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของมดลูกและลักษณะร่างกายของคุณแม่แต่ละคนด้วยค่ะ สำหรับแพรเอง จำได้ว่าครั้งแรกที่ได้ยินชัดๆ ก็ตอนประมาณสัปดาห์ที่ 9 ค่ะ คุณหมอเปิดเสียงให้ฟัง แพรถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เลยทีเดียว มันเป็นเสียงที่ไพเราะที่สุดในโลกสำหรับคนเป็นแม่เลยนะคะ อย่าเพิ่งกังวลถ้าหากคุณแม่ไปตรวจแล้วยังไม่ได้ยินเสียงหัวใจลูกในครั้งแรกๆ คุณหมอจะนัดตรวจซ้ำอีกครั้งในอีกไม่กี่วันถัดไป เพราะบางทีลูกอาจจะยังตัวเล็กมาก หรืออยู่ในท่าที่ไม่เหมาะสมกับการตรวจในขณะนั้นค่ะ
ไขข้อข้องใจ! อัตราการเต้นหัวใจลูกในท้องที่ปกติเป็นอย่างไร
พอได้ยินเสียงหัวใจลูกแล้ว สิ่งที่คุณแม่หลายคนมักจะสงสัยต่อมาก็คือ “อัตราการเต้นของหัวใจลูกปกติไหมนะ?” ใช่ไหมคะ แพรเองก็เป็นคนหนึ่งที่กังวลเรื่องนี้มากๆ ค่ะ ทุกครั้งที่คุณหมอบอกตัวเลข แพรก็จะรีบจำและกลับมาหาข้อมูลเปรียบเทียบเลยว่าลูกเราเต้นเร็วไปไหม หรือช้าไปหรือเปล่า แต่จริงๆ แล้ว การเต้นของหัวใจทารกในครรภ์มีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดช่วงของการตั้งครรภ์ค่ะ ไม่ใช่ว่าต้องเป็นตัวเลขเดียวตายตัวตลอดเวลา โดยเฉลี่ยแล้ว หัวใจของทารกจะเต้นเร็วกว่าของผู้ใหญ่มากเลยนะคะ เพราะร่างกายเล็กๆ ของเขากำลังทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างอวัยวะต่างๆ และเติบโตอย่างรวดเร็วค่ะ การเข้าใจช่วงตัวเลขที่เหมาะสมในแต่ละช่วงสัปดาห์ จะช่วยให้คุณแม่คลายความกังวลและเข้าใจสุขภาพของลูกได้ดีขึ้นเยอะเลยค่ะ ไม่ต้องเครียดมากไปนะคะ
ตัวเลขที่บอกสุขภาพดี…แต่ละช่วงสำคัญแค่ไหน
โดยทั่วไปแล้ว อัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์จะอยู่ที่ประมาณ 110-160 ครั้งต่อนาทีค่ะ แต่ตัวเลขนี้จะมีการปรับเปลี่ยนไปตามช่วงอายุครรภ์นะคะ เช่น ในช่วงแรกของการตั้งครรณ์ (ประมาณสัปดาห์ที่ 6-9) หัวใจลูกอาจจะเต้นช้าหน่อย อยู่ที่ประมาณ 90-110 ครั้งต่อนาที แต่พอเข้าสู่ช่วงกลางของการตั้งครรภ์ (ประมาณสัปดาห์ที่ 9-14) อัตราการเต้นจะพุ่งสูงขึ้นไปถึง 140-170 ครั้งต่อนาทีเลยค่ะ จากนั้นก็จะค่อยๆ ลดลงมาอยู่ในช่วง 120-160 ครั้งต่อนาทีในช่วงที่เหลือของการตั้งครรภ์จนถึงใกล้คลอด การที่หัวใจลูกเต้นได้ตามช่วงปกติในแต่ละไตรมาส เป็นสัญญาณที่ดีที่บอกว่าระบบไหลเวียนโลหิตและพัฒนาการโดยรวมของลูกเป็นไปอย่างราบรื่นค่ะ คุณหมอจะใช้ข้อมูลเหล่านี้ควบคู่กับการตรวจอื่นๆ เพื่อประเมินสุขภาพของลูกน้อยอย่างละเอียดค่ะ
เทียบตารางหัวใจเต้น…ลูกเราอยู่ในเกณฑ์หรือเปล่า?
เพื่อให้คุณแม่เห็นภาพชัดเจนขึ้น แพรทำตารางสรุปอัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์โดยประมาณมาให้ดูนะคะ ข้อมูลเหล่านี้เป็นค่าเฉลี่ยที่ใช้ในการอ้างอิงเบื้องต้นเท่านั้นค่ะ สิ่งสำคัญที่สุดคือการปรึกษาคุณหมอที่ดูแลเราอยู่เสมอ เพราะคุณหมอจะดูจากหลายๆ ปัจจัยประกอบกันค่ะ
| อายุครรภ์โดยประมาณ | อัตราการเต้นของหัวใจโดยเฉลี่ย (ครั้งต่อนาที) | คำอธิบาย |
|---|---|---|
| สัปดาห์ที่ 6-9 | 90-110 | ช่วงเริ่มต้น หัวใจเริ่มก่อตัวและเต้น |
| สัปดาห์ที่ 9-14 | 140-170 | อัตราเร่งสูงสุด มีการพัฒนาอวัยวะอย่างรวดเร็ว |
| สัปดาห์ที่ 14-คลอด | 120-160 | อัตราคงที่และเหมาะสมจนถึงช่วงใกล้คลอด |
อัลตราซาวด์ เพื่อนซี้คุณแม่…ส่องดูพัฒนาการทุกย่างก้าว
ตลอดช่วงเวลาการตั้งครรภ์ แพรบอกเลยว่าการอัลตราซาวด์นี่แหละค่ะคือเพื่อนซี้ที่ขาดไม่ได้เลย มันไม่ใช่แค่การตรวจเช็กสุขภาพลูกเท่านั้นนะคะ แต่ยังเป็นโอกาสที่เราจะได้ ‘เห็น’ ลูกของเราอีกด้วย แม้จะเป็นแค่ภาพขาวดำบนจอ แต่ทุกครั้งที่ได้เห็นแขน ขา นิ้วมือเล็กๆ หรือแม้แต่การที่ลูกสะอึกในท้อง ก็ทำให้แพรยิ้มแก้มปริและรู้สึกผูกพันกับเจ้าตัวน้อยมากขึ้นเรื่อยๆ เลยค่ะ คุณหมอจะนัดให้อัลตราซาวด์เป็นระยะๆ ตลอดการตั้งครรภ์ ซึ่งแต่ละครั้งก็จะมีจุดประสงค์ที่แตกต่างกันไป การได้เห็นพัฒนาการของลูกไปทีละสเต็ป มันทำให้แพรรู้สึกอุ่นใจและมั่นใจว่าเรากำลังดูแลลูกน้อยในท้องได้เป็นอย่างดีค่ะ อย่าพลาดการนัดอัลตราซาวด์เชียวนะคะ เพราะมันสำคัญกับทั้งคุณแม่และลูกน้อยมากๆ เลย
มากกว่าแค่ดูเพศ…ประโยชน์ของการอัลตราซาวด์ที่หลายคนมองข้าม
หลายคนอาจจะคิดว่าการอัลตราซาวด์มีไว้เพื่อดูเพศลูกเท่านั้นใช่ไหมคะ? แต่จริงๆ แล้วประโยชน์ของการอัลตราซาวด์มีมากกว่านั้นเยอะมากๆ เลยค่ะ ตั้งแต่ช่วยยืนยันการตั้งครรภ์ ประเมินอายุครรภ์ที่แม่นยำ ดูตำแหน่งการฝังตัวของตัวอ่อนว่าอยู่ในมดลูกหรือไม่ เพื่อป้องกันภาวะท้องนอกมดลูกที่อันตราย นอกจากนี้ยังช่วยตรวจดูความผิดปกติทางร่างกายของทารก เช่น ตรวจดูว่ามีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ไหม หัวใจมีกี่ห้อง แขนขายาวปกติหรือเปล่า ตรวจหาความเสี่ยงของดาวน์ซินโดรม รวมถึงประเมินปริมาณน้ำคร่ำ และตำแหน่งของรกด้วยค่ะ ที่สำคัญที่สุดคือการอัลตราซาวด์ช่วยให้คุณหมอสามารถเฝ้าระวังและวางแผนการรักษาได้อย่างทันท่วงทีหากพบความผิดปกติใดๆ ทำให้คุณแม่คลายความกังวลและเตรียมพร้อมรับมือได้ค่ะ
เตรียมตัวยังไงให้พร้อม…ก่อนไปพบคุณหมอ
เพื่อให้การอัลตราซาวด์ได้ผลดีที่สุด แพรมีทิปส์เล็กๆ น้อยๆ ในการเตรียมตัวก่อนไปตรวจมาฝากค่ะ อย่างแรกเลยคือพยายามดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอก่อนไปตรวจประมาณ 1 ชั่วโมงนะคะ เพราะกระเพาะปัสสาวะที่เต็มจะช่วยให้คุณหมอมองเห็นภาพมดลูกและทารกได้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไตรมาสแรกค่ะ และที่สำคัญคือพยายามอย่าทาครีมหรือโลชั่นใดๆ บริเวณหน้าท้องในวันที่จะไปตรวจ เพราะอาจจะทำให้คลื่นเสียงสะท้อนกลับได้ไม่ดีค่ะ ส่วนเรื่องเสื้อผ้าก็ขอเป็นชุดที่ใส่สบายๆ หลวมๆ ถอดเข้าออกง่าย จะได้สะดวกเวลาที่คุณหมอตรวจค่ะ และที่สำคัญที่สุดคือเตรียมคำถามที่คุณแม่สงสัยเอาไว้ให้พร้อมเลยค่ะ พอถึงเวลาตรวจจะได้ถามคุณหมอได้ครบถ้วน ไม่ต้องกลับมานั่งกังวลทีหลังนะคะ การเตรียมตัวที่ดีจะทำให้เราได้รับข้อมูลที่มีประโยชน์ที่สุดกลับบ้านไปค่ะ
เมื่อคุณหมอบอกว่า ‘อัตราการเต้นหัวใจไม่ปกติ’…รับมือยังไงดี?

ตอนที่แพรกำลังท้อง แพรเคยมีช่วงหนึ่งที่คุณหมอบอกว่าอัตราการเต้นของหัวใจลูกดูช้ากว่าเกณฑ์นิดหน่อยค่ะ ตอนนั้นใจแป้วไปเลยค่ะ คิดไปสารพัดอย่างว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกหรือเปล่า นอนไม่หลับไปหลายคืนเลย แต่คุณหมอก็อธิบายให้ฟังอย่างใจเย็นว่าบางครั้งมันก็อาจจะเกิดจากปัจจัยชั่วคราวได้ หรืออาจจะต้องตรวจเพิ่มเติมเพื่อดูรายละเอียดให้ชัดเจนขึ้นค่ะ สิ่งสำคัญที่สุดคือการตั้งสติและไม่ตื่นตระหนกจนเกินไปนะคะ การกังวลมากเกินไปไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย มีแต่จะส่งผลกระทบต่อจิตใจคุณแม่เองด้วยซ้ำค่ะ สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดคือการเชื่อมั่นในคำแนะนำของคุณหมอ และทำตามที่คุณหมอบอกอย่างเคร่งครัดค่ะ
สาเหตุที่เป็นไปได้…ไม่สบายใจต้องถามคุณหมอ
การที่อัตราการเต้นของหัวใจทารกไม่เป็นไปตามเกณฑ์ อาจจะมีสาเหตุได้หลายอย่างค่ะ บางทีอาจจะเป็นเพียงภาวะชั่วคราว เช่น ลูกกำลังนอนหลับ หรือคุณแม่เคลื่อนไหวร่างกายมากเกินไปก่อนตรวจ หรือบางครั้งก็อาจจะบ่งบอกถึงความผิดปกติบางอย่างที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เช่น ภาวะขาดออกซิเจนของทารก ปัญหาเกี่ยวกับรก หรือความผิดปกติแต่กำเนิดของหัวใจ การที่เราไม่สบายใจเป็นเรื่องปกติค่ะ แต่สิ่งที่สำคัญคือต้องสื่อสารกับคุณหมอให้ชัดเจน ถามทุกข้อสงสัยที่คุณมี เพื่อให้คุณหมอสามารถอธิบายและคลายความกังวลให้เราได้ แพรขอแนะนำว่าให้จดคำถามที่เราสงสัยไปก่อนล่วงหน้าเลยค่ะ เวลาอยู่ในห้องตรวจจะได้ไม่ลืมถาม และคุณหมอจะได้ให้ข้อมูลที่ครบถ้วนที่สุดแก่เราค่ะ
อย่าเพิ่งกังวลเกินไป…ฟังคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
ถ้าคุณหมอแจ้งว่ามีอะไรที่ต้องจับตาดูเป็นพิเศษ อย่าเพิ่งคิดไปในแง่ร้ายที่สุดนะคะ คุณหมอจะประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบและให้คำแนะนำที่เหมาะสมที่สุดกับเราค่ะ บางทีอาจจะต้องมีการตรวจซ้ำในอีกไม่กี่วัน หรืออาจจะต้องมีการตรวจเพิ่มเติมด้วยเครื่องมือพิเศษที่เรียกว่า Non-Stress Test (NST) เพื่อดูปฏิกิริยาของหัวใจทารกต่อการเคลื่อนไหวค่ะ การที่คุณหมอนัดตรวจซ้ำหรือตรวจเพิ่มเติม ไม่ได้แปลว่าลูกของเรามีปัญหาเสมอไปนะคะ บางครั้งก็เป็นการตรวจเพื่อยืนยันความปลอดภัยและเพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างปกติดีค่ะ หน้าที่ของเราคือการดูแลตัวเองให้ดี พักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารที่มีประโยชน์ และทำตามที่คุณหมอแนะนำอย่างเคร่งครัดค่ะ ความเชื่อมั่นในทีมแพทย์ผู้ดูแลเป็นสิ่งสำคัญมากๆ เลยค่ะ
สัญญาณอื่นๆ ที่บอกว่าเจ้าตัวน้อยแข็งแรงดีนะ
นอกเหนือจากอัตราการเต้นของหัวใจที่เราได้ยินผ่านการอัลตราซาวด์แล้ว ยังมีอีกหลายสัญญาณที่บอกเราได้ว่าเจ้าตัวน้อยในท้องของเราแข็งแรงดีนะคะ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่แพรพยายามสังเกตและจดจำอยู่เสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าลูกกำลังเติบโตและพัฒนาการไปอย่างเหมาะสม การรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ช่วยให้คุณแม่รู้สึกผูกพันกับลูกมากขึ้น และยังเป็นเหมือนตัวช่วยในการเฝ้าระวังสุขภาพของลูกอีกด้วยค่ะ ทุกวันแพรจะพูดคุยกับลูก ลูบท้องเบาๆ แล้วคอยสังเกตว่าลูกมีปฏิกิริยาตอบรับอย่างไรบ้าง ซึ่งมันทำให้แพรรู้สึกว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียวเลยค่ะ มีเจ้าตัวน้อยที่กำลังเติบโตอยู่ในตัวเราคอยเป็นเพื่อนเสมอ
การดิ้นของลูก…บอกอะไรเราได้บ้าง
เมื่ออายุครรภ์ประมาณ 16-25 สัปดาห์ คุณแม่จะเริ่มรู้สึกถึงการดิ้นของลูกน้อยค่ะ ในช่วงแรกๆ อาจจะเป็นแค่ความรู้สึกเหมือนมีผีเสื้อบินอยู่ในท้อง หรือเหมือนมีแก๊สในกระเพาะอาหาร แต่เมื่อลูกโตขึ้น การดิ้นก็จะชัดเจนและแรงขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ การดิ้นของลูกเป็นสัญญาณสำคัญที่บอกว่าลูกน้อยมีการเคลื่อนไหวที่ดี มีออกซิเจนเพียงพอ และระบบประสาทก็กำลังพัฒนาไปในทางที่ดีค่ะ คุณหมอมักจะแนะนำให้คุณแม่นับการดิ้นของลูก โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่สาม เพื่อประเมินสุขภาพของลูก แพรเองก็นับการดิ้นของลูกทุกวันเลยค่ะ ถ้าวันไหนลูกดิ้นน้อยกว่าปกติก็จะกังวลนิดหน่อย แต่ส่วนใหญ่แล้วลูกก็ดิ้นเก่งจนบางทีก็เตะจนจุกเลยค่ะ การดิ้นของลูกนี่แหละค่ะคือบทสนทนาแรกระหว่างแม่กับลูกที่น่ารักมากๆ
ขนาดและน้ำหนักตัว…ตามเกณฑ์หรือไม่
ในการตรวจอัลตราซาวด์แต่ละครั้ง คุณหมอจะวัดขนาดต่างๆ ของทารก เช่น ความยาวจากศีรษะถึงก้น (Crown-Rump Length) เส้นรอบศีรษะ (Head Circumference) เส้นรอบท้อง (Abdominal Circumference) และความยาวกระดูกต้นขา (Femur Length) เพื่อนำมาประเมินอายุครรภ์และน้ำหนักโดยประมาณของลูกค่ะ การที่ลูกมีขนาดและน้ำหนักตัวที่เหมาะสมตามเกณฑ์อายุครรภ์ เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่บ่งบอกถึงสุขภาพที่ดีและพัฒนาการที่ราบรื่นค่ะ หากคุณหมอพบว่าขนาดของลูกเล็กหรือใหญ่กว่าปกติมาก อาจจะต้องมีการตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุ แต่คุณแม่ไม่ต้องกังวลมากเกินไปนะคะ เพราะค่าเหล่านี้เป็นเพียงค่าเฉลี่ย ลูกแต่ละคนก็มีขนาดที่แตกต่างกันไปได้ค่ะ สิ่งสำคัญคือการที่ลูกมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและสอดคล้องกับเส้นกราฟการเจริญเติบโตของเขาเองค่ะ
สร้างเสริมพัฒนาการหัวใจลูกน้อยตั้งแต่ในครรภ์
การดูแลสุขภาพหัวใจของลูกไม่ได้เริ่มแค่ตอนที่เขาคลอดออกมานะคะ แต่เริ่มต้นตั้งแต่ที่ยังอยู่ในท้องของเรานี่แหละค่ะ ในฐานะที่คุณแม่ เรามีบทบาทสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดให้ลูกได้เติบโตอย่างแข็งแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูแลหัวใจดวงน้อยๆ ของเขาให้พร้อมสำหรับการใช้ชีวิตในโลกภายนอก แพรเองก็พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ลูกได้รับสิ่งที่ดีที่สุดตั้งแต่ในครรภ์ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน การพักผ่อน หรือแม้แต่การจัดการกับความเครียดของตัวเอง เพราะแพรเชื่อว่าทุกสิ่งที่เราทำล้วนส่งผลต่อลูกน้อยของเราอย่างแน่นอนค่ะ การตั้งครรภ์คือช่วงเวลาที่เราต้องใส่ใจตัวเองเป็นพิเศษ เพื่อลูกของเราทุกคน
โภชนาการของคุณแม่…กุญแจสำคัญสู่สุขภาพลูก
สิ่งที่แม่กินเข้าไป ล้วนส่งผลต่อลูกโดยตรงเลยนะคะ เพราะฉะนั้นการเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์และครบถ้วนตามหลักโภชนาการจึงสำคัญมากๆ ค่ะ โดยเฉพาะสารอาหารที่จำเป็นต่อการพัฒนาหัวใจและอวัยวะต่างๆ ของลูก เช่น กรดโฟลิก ธาตุเหล็ก แคลเซียม และโปรตีน แพรพยายามกินผักผลไม้ให้หลากหลาย ธัญพืชไม่ขัดสี เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน และผลิตภัณฑ์นมไขมันต่ำให้เพียงพอในแต่ละวันค่ะ หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป อาหารที่มีน้ำตาลสูง ไขมันสูง และคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด การดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอก็สำคัญไม่แพ้กันนะคะ เพื่อให้ร่างกายคุณแม่และลูกน้อยได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่ และระบบต่างๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ การกินดีมีประโยชน์นี่แหละค่ะคือของขวัญล้ำค่าที่เรามอบให้ลูกได้ตั้งแต่เขายังอยู่ในท้อง
พักผ่อนให้เพียงพอ…ลดความเครียดเพื่อลูก
การพักผ่อนให้เพียงพอและการจัดการกับความเครียดเป็นสิ่งที่คุณแม่ไม่ควรมองข้ามเลยนะคะ เพราะความเครียดของคุณแม่สามารถส่งผลต่อพัฒนาการของลูกน้อยได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาของหัวใจและระบบประสาทค่ะ แพรพยายามจัดสรรเวลาในการนอนหลับให้ได้ 7-9 ชั่วโมงต่อคืน หากรู้สึกเหนื่อยหรืออ่อนเพลียก็จะหาเวลาพักผ่อนระหว่างวันค่ะ นอกจากนี้ยังหาเวลาทำกิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลายความเครียด เช่น การฟังเพลงเบาๆ การอ่านหนังสือที่ชอบ การเดินเล่นในสวน หรือการพูดคุยกับคนที่เรารักค่ะ การมีสุขภาพจิตที่ดีของคุณแม่ส่งผลต่อสุขภาพกายและใจของลูกน้อยอย่างมากเลยนะคะ จำไว้ว่าการดูแลตัวเองให้ดีคือการดูแลลูกให้ดีที่สุดค่ะ






